“เรามีมุมมองอย่างไร กับสิ่งที่ได้รับรู้ในทุกวันนี้”

สมัยก่อน เมื่อเกิดเรื่องราวใดๆ ในอีกฝั่งของโลก กว่าเราจะรู้ข่าวสารนั้นๆ ได้ ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่เดี๋ยวนี้ ภายใต้โลกของเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก เราก็สามารถรับรู้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ทำให้วันหนึ่งๆ เราต้องรับรู้ข่าวสารมากมาย ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย  ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจรับแต่ส่วนใหญ่ เท่าที่ได้ยิน ก็มักจะเป็นเรื่องร้ายๆ มากกว่าเรื่องดีๆ เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า ตัวเองจะมีปฏิกิริยาอย่างไร กับข่าวสารที่ได้รับในแต่ละวัน

ถ้ารับรู้ข่าวสารแล้ว เชื่อ และตื่นเต้น อย่างนี้เรียกว่าเราคงเป็นคนที่ตามกระแส โอกาสที่เราจะเป็นทาสของข้อมูล แล้วนำข้อมูลนั้นไปอ้างอิงอย่างผิดๆ ก็มีอยู่สูง นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในทันที ที่รับรู้ข่าวสารนั้นด้วย

ถ้ารับรู้ข่าวสารแล้ว รู้จักคิด รู้จักพิจารณา นอกจากนี้ ยังรู้จัก ตรึกตรองดูก่อนว่า เราจะได้ประโยชน์หรือ ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง จากข่าวสารที่ได้รับมา อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเราเป็นคน นำกระแสหรือ อย่างน้อยก็เป็นคนที่ทันกระแส

ดังนั้นการอยู่ท่ามกลางข่าวสาร ที่วิ่งเข้ามาราวกับพายุใต้ฝุ่น เราคงต้องฉลาดในการรับฟัง ฉลาดในการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ให้ดี ที่สำคัญอีกอย่างคือ เราคงต้องรู้จักคัดกรองเรื่องราวที่ไร้สาระ หรือถึงแม้จะไม่ไร้สาระ แต่ก็เป็นข่าวสารที่ก่อให้เกิดโทษมากกว่า ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองทิ้งไปบ้าง ก็ดี

การยินยอมให้ข่าวสารทั้งดีและร้ายเข้ามาสู่ตัวเรา ทั้งหมด อาจทำให้เราเสียอารมณ์จนทำให้เสียโอกาสในเรื่องดีๆ ไปก็ได้ เพราะคนเราเมื่ออารมณ์ไม่ดีเสียแล้ว โอกาสของการคิดเรื่องดีๆ ก็มักจะหมดไป ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ไม่ว่าข่าวสารจะมาในเรื่องอะไร เราก็สามารถมองมันให้เป็นประโยชน์กับเราได้ทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักมองเสียใหม่ หรือเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่…….

มีชายตาบอดคนหนึ่ง นั่งขอทานอยู่ที่มุมตึก ซึ่งมีคนเดินผ่านไปผ่านมา ไม่น้อย เขาหงายหมวกแล้ววางไว้ตรงหน้า พร้อมกับเขียนป้ายว่า

“โปรดทำบุญทำทาน ช่วยคนตาบอดด้วยครับ”

ตั้งแต่เช้าจนสาย ภายในหมวกที่เขาวางอยู่ตรงหน้านั้น  ก็มีเงินใส่อยู่เป็นเหรียญเพียงไม่กี่เหรียญ จนกระทั่ง มีชายกลางคนๆ หนึ่ง เดินผ่านมา เขาหยิบเหรียญจากกระเป๋า แล้วก็ใส่ลงไปในหมวกเหมือนกับคนอื่นๆ จากนั้นเขาก็นำป้ายที่ชายตาบอดคนนั้น มาแก้ไขและเขียนข้อความอะไรบางอย่าง ลงไปใหม่ และนำไปวางไว้เหมือนเดิมแล้วก็เดินจากไป

หลังจากนั้นไม่นาน ชายตาบอดก็สังเกตว่า เกือบทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา จะโยนเหรียญเงินลงในหมวก พอเวลาผ่านไปไม่นาน ชายตาบอดก็ต้องทั้งดีใจและแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหมวกที่เขาวางไว้นั้น มันเต็มไปด้วยเหรียญเงิน  ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน

พอตกเย็น ชายกลางคนๆ นั้นก็เดินกลับมา ชายตาบอดจำเสียงฝีเท้า ที่เดินได้จึงเอ่ยปากขอบคุณ ในความช่วยเหลือของเขา พร้อมกับถามว่า

“คุณได้เขียนอะไร ลงไปที่ป้ายของผมหรือครับ”

ชายกลางคนก็ตอบกลับไปว่า

“ผมก็เขียนข้อความตามความเป็นจริง อย่างที่คุณเป็นนั่นแหละ เพียงแต่เป็นความจริงในอีกมุมมองหนึ่ง และอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น” ประโยคใหม่ที่ชายกลางคน ๆ นั้น เขียนลงไปก็คือ

วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงามเหลือเกิน  แต่น่าเสียดายนัก ที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นมัน

พวกเราคิดว่าป้ายสองอันนี้เหมือนกันหรือเปล่า แน่นอน ทั้งสองป้ายต่างก็บอกว่าเขาตาบอด

แต่ป้ายแรกนั้น เป็นเพียงป้ายที่บอกว่า ฉันตาบอด และวิงวอนขอให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา โปรดช่วยบริจาคเศษเงิน  เพื่อทำบุญทำทานให้กับคนตาบอดด้วย

แต่ป้ายที่สอง บอกว่า ในขณะที่คนทั่วๆ ไปนั้น กำลังเสพสุขอยู่กับภาพสวยงามรอบๆ ตัวอยู่  แต่เขาไม่มีโอกาส ที่จะได้รับความสุขเหล่านั้นเหมือนคนทั่วไปได้ ก็เพราะว่าเขาตาบอด

เราได้อะไรจากบทเรียนนี้บ้าง อย่างน้อยบทเรียนที่สำคัญ ที่ได้มีอยู่สองอย่าง  คือ

บทเรียนแรกคือ เราควรพอใจในสิ่งที่มีที่เป็นอยู่ เพราะยังมีคนอื่นอีกมากที่ไม่มี เหมือนอย่างที่เรามี ดังนั้น เราควรช่วยเหลือคนอื่นทุกครั้งที่เรามีโอกาสที่จะช่วยได้

บทเรียนที่สองคือ ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราจะเป็นเช่นไร ลองตั้งสติ แล้วเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ หามุมมองในด้านที่ดี หาประโยชน์ทุกครั้งจากการสูญเสียให้ได้  ส่วนโทษจากการสูญเสียนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงมันมาก  เพราะถึงไม่คิดหรือไม่มอง มันก็มาให้เห็นอยู่แล้ว

คิดได้ทำได้อย่างนี้  ชีวิตนับวันก็น่าจะดีขึ้น  ถึงแม้สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ จะยังไม่ดี แต่อย่างน้อยเราก็จะเป็นคนที่มีอารมณ์ดี แค่นี้ก็กำไรแล้ว………กันนินไปด้วยความเพลิดเพลินในแต่ละวัน โดยไม่เคยทบทวนเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา

You might also like More from author