หากบริษัทใดขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพก็ถือว่าสอบผ่านในแง่ของธุรกิจ แต่จะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากบริษัทเหล่านั้นจะทำดีตอบแทนสังคมที่ตัวเองอยู่ด้วย เพราะผู้บริโภคปัจจุบันนอกจากคาดหวังในเรื่องคุณภาพสินค้าแล้วยังอยากให้บริษัทห้างร้านต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ซึ่งธุรกิจขายตรงน่าจะตอบโจทย์นี้ได้ค่อนข้างดีโดยมีตัวเลขจาก The World Federation of Direct Selling Associations (WFDSA) ที่ได้ทำการสำรวจพบว่ายอดบริจาคเพื่อกิจกรรมทางสังคมของบริษัทขายตรงเพิ่มขึ้น 23% เป็น 204 ล้านเหรียญ
ในปีที่แล้วรวมถึงมีงานวิจัยของยักษ์ขายตรงเบอร์หนึ่งระดับโลกอย่าง Amway ยังเผยข้อมูลให้เห็นว่า 40% ของผู้ร่วมวิจัยระบุชัดเจนออกมาว่าการได้มีโอกาสทำดีเพื่อสังคมเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการอยากเริ่มทำธุรกิจของตัวเองมากกว่าการมุ่งหากำไรแต่เพียงอย่างเดียวด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจที่ตลอดเส้นทางความสำเร็จของ “แอมเวย์” จะขึ้นชื่อทั้งความเป็นเบอร์หนึ่ง ในแง่ธุรกิจและความเป็นเบอร์หนึ่งในแง่การทำดีเพื่อสังคมควบคู่กันไปเลยทีเดียว ดูเฉพาะแค่ “แอมเวย์ไทย” ก็เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มกับการทำดีเพื่อสังคมในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น โครงการ One by One, มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยกับการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไทยในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปแล้วมากกว่า 539,975 คน และการใช้เวลาเพื่อช่วยสังคม 78,846 ชั่วโมง (นับจากปี 2530-ปี 2560), กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม, กิจกรรมสาธารณกุศลอื่นๆ, โครงการ Amway จักรยานเพื่อน้อง โดยตลอด 30 ปี แอมเวย์ไทยได้มอบจักรยานไปแล้วกว่า 3,000 คัน, โครงการ นิวทริไลท์ พาวเวอร์ ออฟ ไฟว์ ฯลฯ ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้
ยังนำพารางวัลที่การันตี “การทำดีได้ดี” มาให้กับ “แอมเวย์ไทย” อีกมาก มาย อาทิ รางวัลองค์กรที่มีผลงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น (ปี 2013 และปี 2014) จากหอการค้าอเมริกัน
ในประเทศไทย,ได้รับเกียรติบัตรการสนับสนุนกิจกรรม
“วันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day 2015)” จากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณผู้มีอุปการคุณสนับสนุนสร้างและพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ปี 2554-2556) จาก
กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ได้รับใบประกาศเกียรติคุณเป็นองค์กรดีเด่นที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงาน
ด้านคนพิการ (ปี 2553), ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณผู้มีอุปการคุณต่อวงการห้องสมุดการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (ปี 2552) จากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รวมถึงการได้รับใบประกาศเกียรติคุณผู้นำความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่ชีวิตเด็กยากไร้ จากมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ. ในประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นต้น หรืออย่างในฟากยักษ์ขายตรงอินเตอร์ฯ “นู สกินไทย”ที่ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมากระทั่งวันนี้ก็คงยืนหยัดทำดี เพื่อสังคมภายใต้ “โครงการพลังแห่งความดี (Force For Good)” มาต่อเนื่องยาวนานรวมถึงปีที่แล้วได้ร่วมกับ “นู สกินทั่วโลก” ฉลองยอดบริจาคผลิตภัณฑ์ข้าวไวตามีลให้กับเด็ก ที่ขาดแคลนสารอาหารทั่วโลกครบ 550 ล้านมื้อผ่านโครงการ “Nourish the Children” เพื่อสานต่อพันธกิจช่วยเหลือสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ๆ ในเกือบ 50 ประเทศทั่วโลกให้ได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ชื่อของ นู สกินไทยยังได้รับเลือกให้รับรางวัลองค์กรรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่นปี 2560 (AMCHAM CSR Excellence Awards 2017) จากหอการค้าอเมริกันประจำประเทศไทย (AMCHAM) ในฐานะที่ นู สกินไทยเป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผ่านโครงการพลังแห่งความดี “4 Lives a Day Campaign” ที่ได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก รพ.ราชวิถี ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอีกด้วย ใน​ขณะที่ ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธาน นู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรับผิดชอบดูแลธุรกิจ นู สกิน ใน 9 ประเทศ ได้เคยย้ำถึงสิ่งสำคัญที่ธุรกิจ นู สกิน จะถ่ายทอดให้กับสมาชิก ผู้แทนจำหน่ายนับแต่วันแรกที่เข้ามาร่วมธุรกิจก็คือการสอนให้รู้จักการให้ และตอบแทนสู่สังคม พร้อมเน้นหนักให้เห็นอยู่เสมอว่าเมื่อธุรกิจ นู สกิน มอบโอกาสให้พวกเขาได้มีธุรกิจ ได้มีรายได้และได้รับความสำเร็จแล้วก็ต้องตอบแทนคืนสู่สังคมด้วยพร้อมยกตัวอย่างถึงโครงการบริจาคผลิตภัณฑ์ข้าวไวตามีลที่เมื่อทำออกมาแล้วทุกคนก็ต่างร่วมกันบริจาคก็ทำให้ข้าวจากส่วนกลางถูกส่งไปแก้ปัญหาได้อีกในหลายพื้นที่ทั่วโลก “วัฒนธรรมที่เริ่ม ต้นด้วยการให้สำหรับธุรกิจ นู สกิน คือการมีตัวแทนจำหน่ายที่มีจิตใจดี คิดถึงผู้อื่น คิดถึงองค์กรและซื่อสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบนั้นย่อมเกิดผลดีที่สะท้อนกลับมาสู่ธุรกิจ นู สกิน ในที่สุด” เช่นเดียวกับ “ยูซานา เฮลธ์ ไซเอนซ์ อิงค์” ยักษ์ขายตรงไบนารี่เบอร์หนึ่งของโลกและถือเป็นผู้นำระดับโลกในวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพร้อมปักหลักในการตอบแทนคืนสู่สังคมและมีความรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในแต่ละประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยยกระดับชีวิตให้กับพวกเขาและผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะทำผ่านทางมูลนิธิยูซานา ( True Health Foundation) เพื่อสุขภาพดีที่แท้จริง หรือ โครงการบริการชุมชนหรือแม้กระทั่งการให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานก็ตาม โดยบอสหญิง “สาริณี เสถียรภัคกุล” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูซานา เฮลธ์ ไซเอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองน่าสนใจไว้เช่นกันว่า การทำธุรกิจของยูซานาทั่วโลกนอกจากจะตั้งเป้าหมายกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนและการเข้าถึงครอบครัวแต่ละครอบครัวให้เพิ่มจำนวนขึ้นประมาณ 20% ต่อปี และเป้าหมายที่นำพาไปสู่การเติมความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว ที่มีสุขภาพดีที่สุดในโลก (The healthiest family on earth) แล้วยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือการตอบแทนคืนสู่สังคมและชุมชนทั่วโลกผ่านมูลนิธิยูซานา (USANA True Health Foundation) ซึ่งเงินทุกบาทที่บริจาคให้กับมูลนิธิยูซานาจะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยหยุดความหิวโหยและภาวะขาดอาหารโดยจนถึงปัจจุบันได้มอบอาหารให้กับเด็กและผู้ยากไร้ไปแล้วกว่า 6,000,000 มื้อ และนับรวมถึงการทำโครงการอื่นๆ ที่มีเป้าประสงค์เพื่อช่วยคนอื่นพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนใน 26 ประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าถึงโดยภาพรวมธุรกิจขายตรงมักจะถูกสังคมตั้งแง่รังเกียจอยู่บ่อยครั้งแต่สำหรับธุรกิจขายตรงที่ดีซึ่งยังมีอีกหลายค่ายที่ไม่กล่าวถึงก็ตามต่างก็ล้วนไม่ท้อถอยกับการทำดีเพื่อสังคมทั้งเพื่อสร้าง Social Good และสร้างความเป็น Good MLM ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

You might also like More from author