กลุ่มบริษัทเอไอเอ ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 โดยมีมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เบี้ยประกันภัยใหม่รับปีแรก เพิ่มขึ้น 12% กำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 2.6 จุด หรือ 61.1% และมีเบี้ยประกันภัยรับรวม เพิ่มขึ้น 16%
มร.อึง เค็ง ฮุย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า เอไอเอมีผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ที่แข็งแกร่งมาก โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 17% เป็น 979 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลประกอบการในวันนี้ ตลอดจนการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมาของบริษัท เป็นผลโดยตรงจากการที่เอไอเอ ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในความเป็นเลิศ บวกกับกลยุทธ์ในการสร้างความเติบโตในการดำเนินธุรกิจของเอไอเอที่มีคุณภาพความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคชาวเอเชียมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความต้องการในเรื่องของสุขภาพและการมีชีวิตที่ดี รวมถึงความมั่นคงทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฐานะการเงินที่ดีขึ้นของผู้บริโภค ยังส่งผลให้มีความต้องการในผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครองและการออมเงินระยะยาวที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดอีกด้วย
ทั้งนี้ ช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง บวกกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของเอไอเอ ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโดยสามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกัน คำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่จะทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในระยะยาวกับลูกค้า รวมทั้งสร้างความแตกต่างในตลาดให้กับเอไอเอ มั่นใจว่าทีมงานยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมอบผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของเราในระยะยาวสรุปผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 เอไอเอ ฮ่องกง มีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่แข็งแกร่ง เป็นตัวเลข 2 หลัก ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตในช่องทางตัวแทนและพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการเติบโตของกลุ่มลูกค้าในเขตการปกครองและกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน
แผ่นดินใหญ่ และเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนของตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ กลยุทธ์ Premier Agency ในการพัฒนาศักยภาพตัวแทน และการให้คำปรึกษาที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงการให้บริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ส่งผลให้เอไอเอมีควาแตกต่างจากแบรนด์อื่นในประเทศจีน
ทางด้านธุรกิจในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่เป็นตัวเลข 2 หลัก ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตของตัวแทนที่เพิ่มมากขึ้น จากการปฎิรูปโครงสร้างตัวแทนที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) ในประเทศมาเลเซีย ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าจะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาสที่ 3 นี้ เมื่อเปรียบเทียบ
กับไตรมาสที่ 2 ของปี 2561
ในประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยใหม่รับปีแรกที่แข็งแกร่ง แต่มีอัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ (Unit Linked) ประเภทจ่ายเบี้ยครั้งเดียวที่มีจำนวนมาก ในขณะที่จำนวนตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่องของเราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับซิตี้แบงก์ทำให้ธุรกิจของเรามีอัตราการเติบโตในไตรมาสที่ 3 ที่แข็งแกร่ง ตลาดอื่นๆ ยังคงมีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ที่แข็งแกร่ง เป็นตัวเลข 2 หลัก โดยประเทศออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตนี้
โดยเบี้ยประกันภัยใหม่รับปีแรกเติบโตเพิ่มขึ้น 12%เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 เป็น 1,582
ล้านเหรียญสหรัฐ อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้นเป็น 61.1% เมื่อเปรียบเทียบกับ 58.4% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการขาย และการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ ที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อัตรากำไรของมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ เติบโตคงที่อยู่ที่ 10% ในขณะเดียวกันสมมติฐานเชิงเศรษฐกิจระยะยาวยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยแสดงไว้ในรายงานประจำปี 2560 รวมทั้งวิธีการที่เราใช้ในการรายงานผลการดำเนินงานธุรกิจใหม่ประจำไตรมาสยังคงเหมือนเดิม เบี้ยประกันภัยรับรวมเพิ่มขึ้น 16% เป็น 7,610 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ทั้งนี้เพราะเรายังคงสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มในพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่ในปัจจุบันของเรา

You might also like More from author