เตรียมตั้งรับ!! สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรที่ว่าด้วยการชำระเงินภาษีผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ยื่นดาบให้กรมสรรพากรลุยรีดภาษีออนไลน์ที่เข้าข่าย “ธุรกรรมพิเศษ” โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งข้อมูลตรวจสอบความเคลื่อนไหว ทางบัญชีการรับโอน และฝากเงินเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 400 ครั้ง ยอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป ด้านกระทรวงการคลังโปรยยาหอมเชื่อลดปัญหาธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ข้าราชการทุจริตหรืออาจเจ็บสองเด้งนอกจากผู้ประกอบการออนไลน์แล้ว ยังกระทบต่อบุคคลคนทั่วไปที่ทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถืออีกด้วย โดยกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษี
ในปี 2564เมื่อเข้าสู่ยุคตลาดออนไลน์ฟีเวอร์หันไปทิศทางใดกลายเป็นสังคมก้มหน้า สังคมไร้เงินสด ซื้อขายสินค้าต่อยอดธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ และด้วยช่องทางที่สะดวกสบายดีทำให้ยอดจำนวนผู้ใช้ช่องทางดิจิทัลพุ่งสูงเพิ่มขึ้นทุกวัน หรือเรียกได้ว่าขายดีกว่าการมีหน้าร้านเสียอีกเพราะสามารถลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้มาก แต่วันนี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายเมื่อ สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายรีดภาษีผู้ค้าขายออนไลน์ ที่มีการชำระเงินแบบอิเล็กทรอ-นิกส์ (E-Payment)จากความร้อนแรงตลาดออนไลน์ที่ทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนแต่สุดท้ายก็เป็นที่มาของการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ โดย ปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. … เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอ-นิกส์แห่งชาติ (E-Payment) วาระ 3 แล้วเรียบร้อยแล้ว จากนี้ก็เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายเพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีถูกต้องมากขึ้น
โดยสาระสำคัญของกฎหมาย ที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งข้อมูลที่เข้าข่ายเป็น “ธุรกรรมพิเศษ” ประกอบด้วย รูปแบบที่ 1 การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี และรูปแบบที่ 2 การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี มียอดรวมการรับฝากโอนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
โดยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย คือ ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี ข้าราชการที่ทุจริตมีโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเอง และธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ซึ่งจะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่กระทบกับผู้เสียภาษีที่ถูกต้อง แต่การออกกฎหมายนี้จะทำให้ประเทศดีขึ้น เพราะจะมีการเสียภาษีให้ถูกต้องมากขึ้น ป้องกันการทุจริตของข้าราชการ และการค้าขายของผิดกฎหมายได้
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์กระแสข่าวที่ทำให้ ต้องร้อนๆ หนาวๆ นี้ ไม่ได้มีผลต่อผู้ประกอบการพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป ที่ทำธุรกรรมการเงินผ่านออนไลน์จะต้องใช้หลักเกณฑ์นี้ร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่
ตามมาภายใต้หลักเกณฑ์การจ่ายภาษีของทั้ง 2
รูปแบบนั้นแตกต่างกัน โดยรูปแบบที่ 1 การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี ทางธนาคารจะยื่นความเคลื่อนไหวตัวเลขให้กรมสรรพกรตรวจสอบ ซึ่งจุดนี้เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการออนไลน์มากที่สุด
แต่สำหรับรูปแบบที่ 2 การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี มียอดรวมของการรับฝากรวมจำนวนเงินทั้งหมดเกิน 2 ล้านบาท โดยเงื่อนไขตรงนี้เป็นได้ว่าจะเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องผู้ค้าขายออนไลน์ หรือหากมองให้เห็นภาพง่ายๆ เฉลี่ยต่อเดือนมีการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ผ่านเข้าบัญชี 33 ครั้ง หรือตกวันละ 1 ครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้สูงซึ่งจะเกิดขึ้นกับคนทั่วไปที่ทำธุรกิจ (กรณีมีเงินเข้าบัญชีครั้งละ 5,000 บาท) ภายใต้กฎเกณฑ์ยอดจำนวนเงิน ที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งสถาบันการเงิน หรือธนาคารเท่านั้นไม่รวมธนาคารอื่น และเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นจริง ดังนั้น หากเข้าข่ายบุคคลทั่วไปก็จะถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรเช่นกัน สำหรับกฎเกณฑ์การเก็บภาษีรูปแบบใหม่นี้ โดยกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และจะมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษีในปี 2564
ดังนั้น ยังพอมีเวลาที่จะศึกษาไตร่ตรองถึงหลักความเป็นไปได้จริงในการเชื่อมต่อโลกใบใหม่ในสังคมไร้เงินสดที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น แต่หากตีกรอบผิดแล้วนำไปสู่กระบวนการรีดภาษีที่เกินควร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเกิดความเลื่อมล้ำเอื้อประโยชน์กัน ประเทศชาติก็ยากที่จะฟื้นตัวเพราะทุกวันนี้เราก็เริ่มเดินถอยหลังกันแล้ว

You might also like More from author