"

Health Insurance – ประกันสุขภาพ

หากใครที่กำลังคิดจะทำประกันสุขภาพอยู่ในตอนนี้ ลองอ่านบทความนี้สักนิด แล้วคุณอาจจะตัดสินใจง่ายขึ้น บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าการซื้อประกันชีวิต ต่างกับการซื้อประกันสุขภาพอย่างไร แล้วทำไมเราถึงต้องซื้อประกันสุขภาพ

หลายคนๆ ซื้อประกัน อาจจะเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นหลัก แต่ถ้าดูกันลึกๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าประกันสุขภาพ และประกันชีวิตมีประโยชน์มากกว่าแค่ “ลดภาษี” เยอะ หลายคนงงๆ ว่าประกันชีวิตมันเหมือน หรือมันซ้ำซ้อนอะไรกับประกันสุขภาพหรือเปล่า แล้วมันต่างกันยังไง จึงต้องลองทำความเข้าใจก่อนว่า ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพต่างกันอย่างไร

ประกันชีวิต เป็นประกันที่หลายคนคิดว่าทำไว้หากเสียชีวิตก็จะได้เงิน ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่รายละเอียดที่ครบถ้วนคือ เป็นการทำประกันที่ให้ความคุ้มครองแก่ชีวิตของผู้ทำประกัน หากเสียชีวิตบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินตามมูลค่าความคุ้มครองที่ได้ทำไว้ให้กับผู้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีประกันชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ที่หากคุณมีชีวิตอยู่ถึงระยะเวลาที่กำหนดก็จะได้รับเงินคืนตามมูลค่าที่ทำไว้ในสัญญาประกันชีวิตนั้นๆ หรือสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมเป็นสัญญาคุ้มครองสุขภาพ สัญญาคุ้มครองอุบัติเหตุ หรือสัญญาคุ้มครองโรคร้ายแรง ก็ได้

ประกันสุขภาพ เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองในเรื่องของสุขภาพเท่านั้น โดยจะคุ้มครองในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน ค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ค่าผ่าตัด และค่าชดเชยในการนอนโรงพยาบาล โดยการทำ ประกันสุขภาพ ต้องทำแบบปีต่อปี ไม่เหมือนประกันชีวิตที่เลือกทำยาวได้หลายปีตามต้องการ นอกจากนี้ผู้ทำประกันยังไม่สามารถซื้อความคุ้มครองด้านอื่นๆ เพิ่มได้ พูดง่ายๆ คือ คุ้มครองแค่ค่ารักษายามเจ็บป่วยเท่านั้นนั่นเอง

แต่ก่อนที่จะเลือกซื้อความคุ้มครอง เราต้องรู้ว่าประกันสุขภาพมีกี่แบบ แต่ละแบบมีความคุ้มครองอะไรบ้าง แผนประกันแบบใดเหมาะสมกับเรามากที่สุด เพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นและคุ้มค่ามากที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 5 แบบดังนี้

  1. ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) การประกันสุขภาพผู้ป่วยใน คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง กรณีที่ผู้เอาประกันเจ็บป่วย โดยรวมถึงการที่โรงพยาบาลรับตัวผู้ป่วยหรือผู้เอาประกันไว้ แต่เสียชีวิตลงภายใน 6 ชั่วโมงนั่นเอง
  2. ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) การประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันได้รับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือไม่จำเป็นต้องรักษาตัว หรือผู้เอาประกันสุขภาพมีอาการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง เช่น การเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย การฉีดวัคซีน เป็นต้น
  3. ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (ECIR) การประกันสุขภาพโรคร้ายแรง คือ ความคุ้มครองเกี่ยวกับโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง เป็นโรคที่ต้องใช้การรักษาเป็นระยะเวลานานและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เช่น โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง, เนื้องอก หรือโรคที่เกิดจากการบาดเจ็บร้ายแรง เป็นต้น
  4. ประกันอุบัติเหตุ (PA) การประกันอุบัติเหตุ คือ ความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้ผู้เอาประกันต้องได้รับการรักษาพยาบาล ดังนั้นผลจากการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งไม่ว่าผู้เอาประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ จะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย หรือทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต บริษัทประกันจะต้องรับผิดชอบชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาตัวผู้เอาประกัน ถ้าหากว่าผู้เอาประกันต้องสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้วย
  5. ประกันชดเชยรายได้ การประกันชดเชยรายได้ คือ ความคุ้มครองเกี่ยวกับรายได้ของผู้เอาประกันระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยบริษัทประกันจะชดเชยค่าสินไหมทดแทนเป็นรายวันให้ เป็นการชดเชยรายได้เมื่อผู้เอาประกันภัยไม่สามารถทำงานได้จากการรักษาตัว โดยจะต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ เงินชดเชยรายได้เป็นเพียงจำนวนเงินที่ชดเชยรายได้ตามที่บริษัทประกันกำหนดเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการชดเชยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกัน

แน่นอนว่าการทำประกันสุขภาพ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกัน แต่ส่วนใหญ่จะทำประกันชดเชยรายได้ควบคู่กับประกันสุขภาพเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและได้รับเงินชดเชยรายได้ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั่นเอง

และหากจะนำเบี้ยประกันสุขภาพไปลดหย่อนภาษี ต้องนำไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป เพราะกฎหมายตีความว่าการประกันสุขภาพเป็นการประกันวินาศภัย (ที่ไม่ใช่ประกันชีวิต) ดังนั้น บริษัทประกันส่วนใหญ่เลยขายประกันสุขภาพพ่วงประกันชีวิต เพื่อให้คนซื้อประกันสุขภาพสามารถนำเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้

ทั้งประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ มีประโยชน์ทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการซื้อ สุขภาพความเสี่ยงของตัวเอง หน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงอุบัติเหตุแค่ไหน มีประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัทอยู่ด้วยหรือเปล่า และความสามารถในการชำระเบี้ยประกันเรามีมากน้อยแค่ไหน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญทั้งสิ้นในการที่จะดูว่าเราต้องซื้อประกันอะไร วงเงินแค่ไหน และคุ้มครองอะไรบ้าง ซึ่งก็ค่อนข้างจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่หลักๆ คือ ถ้าเรามีครอบครัวต้องเลี้ยงดู และเป็นเสาหลักแหล่งรายได้หลักของครอบครัว เราควรมีทั้งประกันชีวิต และประกันสุขภาพ เพื่ออนาคตที่ดี และมั่นคงของครอบครัว

และหากกำลังสงสัยว่า ทำไมบริษัทประกันภัยถึงสามารถขายผลิตภัณฑ์ประสุขภาพได้ ไม่ต้องแปลกใจ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ เพื่อรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดให้ธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยขายประกันสุขภาพเป็นกรมธรรม์ได้ รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์หรือส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลเรื่องสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

 

 

 

 

You might also like More from author