“วชิรปราการวิทยาคม” คว้ารางวัล การประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย

“วชิรปราการวิทยาคม” คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในโครงการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย หนึ่งในโครงการสร้างยุวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจประกันภัย ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงาน คปภ. และ สมาคมประกันวินาศภัยไทย

 

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า “โครงการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย” เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ สมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่ต่อยอดจาก “โครงการยุวชนประกันภัย” ของ สำนักงาน คปภ. และ “โครงการอัจฉริยะเยาวชนประกันภัย” ของสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

 

ด้วยความมุ่งมั่นของคณะทำงานจากสำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ประกอบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีการหารือร่วมกันและเห็นควรขยายผลเพื่อเพิ่มโอกาสในการเผยแพร่ความรู้ด้านการประกันภัยไปยังกลุ่มยุวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำและกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้รับรู้และเห็นความสำคัญของการประกันภัย และเพื่อให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการทำประกันภัยสู่ระดับชุมชน จึงได้ร่วมกันจัด “โครงการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย” ขึ้น โดยในฝั่งของสมาคมประกันวินาศภัยไทยนั้น มีคณะทำงานที่มาจากคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจและวิชาการประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัยไทย เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว

 

นายวาสิต ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจและวิชาการประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า โครงการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 เริ่มจากคณะทำงานจากทั้งสองหน่วยงานร่วมกันจัดทำรายละเอียดโครงการ กำหนดเกณฑ์การตัดสิน และจัดทำคู่มือการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย จากนั้นดำเนินการประชาสัมพันธ์โครงการไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ โดยประสานงานร่วมกับสำนักงาน คปภ.ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดรับใบสมัครพร้อมข้อเสนอโครงการ (Proposal) จากโรงเรียนที่สนใจ โดยคณะทำงานดำเนินการคัดเลือกโครงการของโรงเรียนที่มีความเหมาะสม จำนวน 9 โรงเรียน เพื่อรับทุนสนับสนุนสำหรับการจัดโครงการและกิจกรรม โรงเรียนละ 50,000 บาท เพื่อนำไปดำเนินการจัดกิจกรรม และส่งรายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการมายังคณะกรรมการ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17-28 ธันวาคม 2563 คณะกรรมการและคณะทำงานได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและประเมินผลเชิงประจักษ์ของโครงการ ณ โรงเรียนทั้ง 9 แห่ง ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้พบว่าทั้งครูและนักเรียนต่างมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการอบรมให้ความรู้ด้านการประกันให้กับนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน กิจกรรมพี่สอนน้อง กิจกรรมเสียงตามสายในโรงเรียน จัดทำเว็บไซต์ให้ความรู้ประกันภัย สร้างเกมออนไลน์เกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์ จัดกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนเครือข่าย การลงพื้นที่ให้ความรู้ในชุมชน มุ่งให้ความรู้ประกันภัยแก่ประชาชนในท้องถิ่น กิจกรรมสานสัมพันธ์ประกันภัยสู่ผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของทำการประกันภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยใกล้ตัว และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่ได้ประจักษ์ให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการได้อย่างดีเยี่ยม

 

ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด คณะกรรมการได้คัดเลือกโรงเรียนที่มีคะแนนสูงสุด 5 ลำดับให้เข้าสู่รอบตัดสินเพื่อหาโรงเรียนที่เป็นสุดยอด “โรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัย” อย่างไรก็ดี สืบเนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ทำให้คณะกรรมการจำต้องพิจารณาเลื่อนการแข่งขัน แต่สุดท้ายสถานการณ์ยังมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันเป็นออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom โดยแข่งขันเมื่อวันที่ 26-27 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกโรงเรียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินโครงการและกิจกรรมสมควรกับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งจะได้รับเงินทุนการศึกษา จำนวน 300,000 บาท และโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษ ซึ่งจะได้รับเงินทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท ดังนี้

 

โรงเรียนชนะเลิศระดับประเทศ:

โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร

รางวัลชมเชยพิเศษ:

โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา จังหวัดพิษณุโลก

โรงเรียนปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

โรงเรียนหารเทารังสีประชาสรรค์ จังหวัดพัทลุง

โรงเรียนโยธินบูรณะ เพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

 

การจัดโครงการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านการประกันภัยในปีนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะ

ช่วยสร้างให้ยุวชนคนรุ่นใหม่มีความตระหนักถึงความสำคัญและมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการประกันภัยมากยิ่งขึ้น และสามารถเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการประกันภัยที่ตนเองมีอยู่ไปสู่ผู้ใกล้ชิดและผู้คนรอบตัวได้ต่อไป