"

เรื่อง “เมื่อนักขายหลงตัวเอง” (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ตรากตรำทำงานขายอย่างทุ่มเทมาระยะหนึ่ง ก็ได้เห็นถึงประโยชน์ในการตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากงานประจำ มาเป็นนักขายมากขึ้น ประโยชน์ที่ว่านี้คือ ความมีอิสระ โดยเฉพาะอิสระในการใช้เวลาแต่ละวันให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง

ตอนทำงานประจำอยู่ จำได้ว่าพอได้เวลาเลิกงาน เราก็ต้องเลิกถึงแม้ใจจริงเราอยากจะทำต่อก็ตาม เพราะใครเขาก็เลิกงานกลับบ้านกันหมด เหตุผลหนึ่ง ที่อยากทำงานต่อก็เพราะตัวเองเรียนหนังสือไม่สูง และมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนไว้ว่า การทำงาน คือการเรียนรู้หรือเรียนหนังสือต่อพร้อมกับการได้รับเงินเดือนไปด้วย และที่สำคัญก็คือตระหนักดีว่า การมีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานที่มากขึ้นเท่านั้น ที่จะเป็นตัวเพิ่มรายได้ต่อวันของตัวเองให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ

ที่ผ่านมาจึงคิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่มีผู้ใหญ่เมตตาสั่งสอนให้เข้าใจแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เติบโตด้วยการเรียนรู้จากการทำงาน และที่โชคดีที่สุดคือมองเห็นโอกาสต่างๆ ที่ได้จากการเป็นนักขาย ซึ่งในที่สุดก็ถึงวันที่ตนเอง พอจะพูดได้เต็มปากว่า ผมเป็นนักขายมืออาชีพ

บางคนกว่าจะถึงวันนี้ได้ อาจต้องใช้เวลา สองถึงสามปี บางคนก็อาจเร็วกว่านั้น แต่สำหรับผมใช้เวลาเพียงปีเดียว และเป็นปีแห่งการเรียนรู้จริงๆ และเป็นปีของการล้มลุกคลุกคลานพอสมควร แต่ก็ได้อะไรมาเยอะมาก ได้ทั้งจากที่ทำงาน และ จากลูกค้า ทั้งหมดที่ผ่านมามันมากพอที่จะพูดได้เต็มปากเลยว่า  “งานขาย คืองานที่มั่นคงที่สุดในชีวิตของการทำงาน”

ที่กล้าบอกว่า งานขายเป็นงานที่ทำให้เรามีความมั่นคงในการทำงาน ก็เพราะงานขายเป็นที่ที่เราฝากความมั่นคงไว้ที่ตัวเรา โดยที่เราไม่ได้ฝากความมั่นคงในชีวิตการทำงานเอาไว้ฝากกับที่องค์กรอย่างคนที่อยู่ในงานประจำเขาทำกันทั่วๆ ไป งานขายทำให้เรารู้ตัวว่า อนาคตของตัวเรานับแต่นี้ไป จะเป็นจะตายร้ายดีอย่างไรก็ล้วนมีตัวเราเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น เพราะงานขายคืองานที่ทำให้เรามีอิสระในการทำงาน ซึ่งก็เท่ากับว่า เรามีอิสระในการที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวจากการทำงานได้ทั้งหมดด้วยตัวเราเอง

เมื่อย้อนคิดไปถึงวันที่เข้ามาสู่วงการขายใหม่ๆ มีความรู้สึกว่า ทำอะไร ดูอะไรๆ มันก็ยากเย็นไปเสียหมด  แต่ครั้นพอผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาแล้ว บางทีก็ยังอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมตอนนั้นเราจึงไม่มั่นใจในตัวเองเสียเลย จำได้ว่าทุกๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในช่วงนั้นล้วนเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเคยเห็นและไม่เคยรู้มาก่อน คงเป็นเพราะความไม่รู้นี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า มันน่ากลัว

แต่หลังจากที่เริ่มรู้และรู้มากขึ้น จนถึงวันที่เรียกได้ว่าเป็นนักขายเต็มตัว ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า จะต้องมาพบกับเรื่องที่น่ากลัวมากกว่า และอันตรายกว่าช่วงที่เริ่มเข้ามาวงการใหม่ๆเสียอีก

ที่บอกว่าน่ากลัวกว่าและอันตรายกว่า ก็เพราะว่า ช่วงที่เราเริ่มทำงานขายนั้น ความกลัวมักมีเหตุมาจากความไม่รู้เป็นส่วนใหญ่  และทุกอย่างก็จะดีขึ้นหลังจากที่เราสอบถาม และเมื่อถามมักจะมีคนข้างเคียงหรือเจ้านายคอยบอกคอยสอนให้ ซึ่งเรา ก็พร้อมจะตั้งอกตั้งใจฟังและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาบอกเป็นอย่างดี

เมื่อได้ผ่านงานมาได้ระยะหนึ่ง นานพอที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นนักขายอาชีพได้อย่างเต็มปาก แต่แล้วมันก็เกิดปัญหาที่น่ากลัว เพราะมันเป็นบทเรียนหนึ่ง ที่สำคัญของการเรียกตัวเองว่าเป็นนักขายมืออาชีพ

ที่กล้าบอกตัวเองว่าเป็นนักขายมืออาชีพ ก็เพราะว่า เมื่อต้องออกขาย ส่วนใหญ่จะขายได้มากกว่าการขายไม่ได้ ด้วยความที่เป็นชอบเรียนรู้ ชอบศึกษา ทำให้รู้และเข้าใจทั้งตัวสินค้าและตัวลูกค้าเป็นอย่างดี และด้วยการเรียนรู้แบบถึงลูกถึงคนแบบนี้เอง จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการออกขายแทบทุกครั้ง และเจ้าความสำเร็จนี่เอง ที่มันพัฒนากลายเป็นความมั่นใจ และเป็นความมั่นใจที่มันมีมากจนเกินพอดี

มากจนรู้สึกว่า ตัวเองรู้มากกว่าใครๆ ทั้งสิ้น มากจนการแสดงออกของตัวเองต่อผู้อื่น มักเป็นการแสดงออกที่ไม่ค่อยงดงามนัก และเวลาคุยกับเพื่อนนักขายด้วยกัน ก็ชอบที่จะยกตนข่มท่านอยู่เป็นประจำ ที่สำคัญคือ เวลาทำอะไรผิด ก็มักจะไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด นอกจากนี้ เวลามีใครเตือน ก็มักจะเถียง และไม่ค่อยยอมฟังใคร ชีวิตของการเป็นนักขายในช่วงนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับ คนที่หลงตัวเองอย่างสุดๆ จึงอยากเรียกตัวเองในช่วงนี้ว่า “นักขายที่หลงตัวเอง”

ตัวอย่างของพฤติกรรมที่ไม่ดี ที่ยังพอจำได้ เช่น บางครั้งเมื่อต้องออกตลาดไปพบลูกค้ากับนักขายหน้าใหม่ๆ ที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามา ก็มักจะแสดงความรำคาญในท่าทีที่กล้าๆ กลัวๆ ของนักขายหน้าใหม่เหล่านั้น โดยลืมไปว่า ครั้งหนึ่ง ตัวเองก็เคยเป็น ครั้นเมื่อถึงช่วงที่ต้องให้คำแนะนำ ภาษาและท่าทีที่ใช้ จะเรียกว่าสอนคงไม่ได้ น่าจะเรียกว่า กำลังโอ้อวดมากกว่า เช่น

“ทำอย่างนี้ได้ไง จะเป็นคนขายของมันต้องมั่นใจตัวเองซิ….ดูอย่างพี่เป็นตัวอย่าง……”

“น้องไปกล้าๆ กลัวๆ อย่างนี้ไม่ได้  สมัยพี่ๆ ไม่เคยกลัว………….เห็นลูกค้าพี่ลุยเลย…….”

 

อ่านต่อ ฉบับหน้า

 

 

 

You might also like More from author