"

“เมื่อนักขายหลงตัวเอง” (ตอนที่ 3)

ตอนที่แล้วได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการได้คุยและเสนอขาย กับลูกค้าทางโทรศัพท์ และสามารถอธิบายจนลูกค้าเกิดความสนใจ ขอดูสินค้าว่าหน้าตาของจริงเป็นเช่นไร

จึงได้บอกกับลูกค้าไปว่า  “ยินดีมากครับ เอาอย่างนี้ไหมครับ พรุ่งนี้ผมเบิกสินค้าตัวใหม่แกะกล่องไปให้ ชมเลยดีไหมครับ เผื่อชมแล้วท่านชอบผมก็จะทิ้งเครื่องไว้เลยนะครับ………

หลังจากวางหูโทรศัพท์ ก็ทำใบเบิกสินค้า เตรียมตัวแล้วก็ไปพบลูกค้าในวันรุ่งขึ้นตามที่นัดเอาไว้ ผลก็คือ ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ คือ ลูกค้าพอใจและรับสินค้าไว้เลย สรุปง่ายๆ ก็คือ ขายได้นั่นเอง

บ่ายวันนั้นเองพอกลับเข้ามาบริษัท ก็เริ่มมีความคิดว่าการติดต่อลูกค้าและขายทางโทรศัพท์นี่ไม่เลว และตัวเราเองก็ทำได้ดี ทำไมตัวเองต้องไปตะลอนๆ ข้างนอกวิ่งไปพบลูกค้า ซึ่งบ้างครั้งลูกค้าก็ไม่อยู่ทำให้เสียเวลา เสียน้ำมันรถไปเปล่าๆ โดยไม่ได้อะไร สู้อยู่ที่บริษัทคอยติดต่อกับลูกค้าทางโทรศัพท์ให้แน่ใจเสียก่อนดีกว่าแล้วค่อยไป อีกอย่างลูกค้าประจำๆ ที่เราติดต่ออยู่ก็มีอยู่มากมายอยู่แล้ว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วันๆ ผมก็มักจะใช้เวลาอยู่ในบริษัท และติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์มากกว่าที่จะออกไปพบลูกค้า ช่วงแรกๆ ก็ยังคงมีบ้าง ที่ออกไปพบหรือไปหาลูกค้าใหม่ๆ บ้าง บางราย แต่พอนานๆ เข้าก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาอยู่ภายในบริษัท แล้วก็โทรศัพท์ติดต่อลูกค้า

ถ้าจะต้องออกไปบ้าง ก็ตอนที่ต้องส่งสินค้าบางตัวและเป็นลูกค้ารายใหญ่ หรือรายที่สำคัญๆ เท่านั้น แต่ก็น้อยเต็มที ซึ่งพฤติกรรมในการทำงานของผมแบบนี้ ผู้จัดการไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็ยังคงทำอะไรเราไม่ได้ เพราะผลงานของผมยังไม่มีปัญหานั่นเอง

บ่ายวันหนึ่ง ผู้จัดการก็เรียกเข้าไปพบ พร้อมกับตักเตือนว่า คุณอยู่ฝ่ายขาย ผมเห็นวันๆ คุณอยู่แต่ภายในสำนักงาน ไม่เห็นออกไปพบลูกค้าเลย คุณทำแบบนี้ผมว่ามันไม่ค่อยจะถูกต้องนัก ฟังแล้วผมก็ยิ้ม พร้อมกับให้คำตอบไปกับผู้จัดการ ซึ่งเป็นคำตอบที่ทำให้ผู้จัดการทำอะไรผมไม่ได้ คือ

พี่ครับ ผมอยู่ฝ่ายขาย หัวใจสำคัญคือทำยอดขายได้ตามเป้าไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่ดูว่าออกไปวิ่งงานข้างนอกบ้างหรือไม่ ผมอยู่ในสำนักงานก็จริง แต่ยอดขายผมก็ไม่เคยต่ำกว่าเป้าที่พี่ตั้งไว้ มิหนำซ้ำผมยังทำได้เกินเป้าไม่ใช่หรือครับ บางคนเสียอีก วิ่งงานอยู่ข้างนอกทั้งวัน แต่ยอดขายก็ยังสู้ผมไม่ได้ หรือพี่จะให้ผมทำอย่างนั้น คือวิ่งงานทั้งวันแต่เป้าหรือยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า

ผู้จัดการก็เงียบไป แล้วก็พูดทิ้งท้ายไว้ว่า ผมว่าคุณน่าจะออกไปหาลูกค้าใหม่ๆ บ้าง ผมก็ตอบไปว่า ตกลงครับ ผมจะออกไปบ้าง ผมก็ตอบรับปากไปก่อนแต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ได้ทำ วันๆ ผมก็ยังคงอยู่แต่ภายในสำนักงาน คอยแต่ติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์อยู่เช่นเดิม

ช่วงแรกๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะยังสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แต่พอเวลาผ่านไปหลายเดือนเข้า ก็เริ่มเกิดปัญหา คือ ยอดขายที่ทำได้เริ่มลดลงๆ แล้วก็ลดลงมาเรื่อยๆ  ส่วนยอดขายที่ยังพอขายได้อยู่นั้น มักจะได้จากลูกค้าเก่าๆ ที่คุ้นเคยกันมาก่อนเท่านั้น ส่วนลูกค้าใหม่ๆ พอโทรไปตามเรื่อง ก็มักได้รับคำปฏิเสธว่า ไม่ว่างบ้าง ซื้อไปแล้วบ้าง นายยังไม่ตัดสินใจบ้าง

บางครั้งก็โดนลูกค้าเก่าต่อว่าๆ ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยเจอหน้าเจอตาเลย บางทีจะถามอะไรหน่อยก็ไม่ได้ พอลูกค้าพูดแบบนี้ แทนที่จะรู้สึกตัว แต่ก็ไม่ กลับตอบลูกค้าไปว่า สงสัยอะไรก็โทรถามผมได้นี่ครับ

ด้วยความทะนงในตัวแบบนี้เอง มันจึงเปิดโอกาสให้คู่แข่งสามารถเจาะเข้าไปหาลูกค้าของผมได้ไม่ยากนัก เพราะในขณะที่ลูกค้ามีข้อสงสัย คู่แข่งก็ไปพบลูกค้า พร้อมที่จะช่วยเหลือและให้คำตอบได้ตลอดเวลา ส่วนตัวผมกลับบอกว่า มีอะไรก็ให้โทรมา ผมอยู่ทั้งวันแหละครับ

ในที่สุด รักแท้ อย่างไรก็แพ้ความใกล้ชิด  คำพูดประโยคนี้คงใช้ได้กับเรื่องราวของผมในช่วงเวลานี้เพราะในที่สุด นอกจากลูกค้าใหม่ๆ ที่ผมไม่สามารถขายสินค้าให้ได้แล้ว ลูกค้าเก่าแก่ที่เคยติดต่อกันมานานก็เริ่มไม่ซื้อสินค้าจากผม ผลก็คือยอดขายเริ่มไม่สามารถทำได้ตามเป้า แล้วก็ยังตกลงเรื่อยๆ จนเจ้านายต้องเรียกไปคุยหลายครั้ง

แต่แทนที่จะรู้สึกนึก ขอบอกตรงๆ ว่า ตอนนั้น ไม่เคยคิดที่จะโทษตัวเองเลย ด้วยความมั่นใจในตัวเอง ที่เคยเป็นคนขายเก่ง ทำให้ตัวเองไม่ยอมฟังใครทั้งนั้น เพื่อนฝูงก็เตือน เจ้านายก็ตำหนิ แต่สิ่งที่คิดในตอนนั้นคือ การที่ขายไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่เป็นเพราะราคาของเราสูง เครดิตบริษัทก็ให้น้อย สินค้าก็สู้คู่แข่งไม่ได้ สารพัดที่จะอ้างกับตัวเองและอ้างกับใครๆ ว่า ถึงเหตุผลที่ทำให้ขายไม่ได้

โชคยังดี ที่คงเป็นเพราะเจ้านายเห็นแก่ผลงานอดีต และความดีที่เคยทำเอาไว้ มิฉะนั้นเขาคงไล่ออกไปนานแล้ว แต่ถึงเขาจะเลี้ยงเอาไว้ โดยไม่ไล่ออกก็ไม่ใช่ว่าจะสบาย เพราะผลงานไม่มี เงินเดือนขึ้น โบนัสก็ไม่มี และที่สำคัญ เมื่อทำยอดขายไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ค่าคอมมิชั่นก็ไม่ได้

ถามว่า มาถึงตอนนี้รู้ตัวหรือยัง ตอบได้เลยว่ายังไม่รู้ตัว เพราะผมยังคงหาเหตุโทษคนอื่นอยู่ดี  พอผมโทษบริษัทไม่ได้ ก็หันไปโทษโชคชะตาฟ้าดินว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวผมเป็นเช่นนั้น ช่วงนี้เอง จึงถือเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดตั้งแต่ทำงานขายมา แต่เรื่องมันก็ยังไม่จบแค่นี้นะครับ

You might also like More from author