"

“ เมื่อนักขายหลงตัวเอง ” (ตอนจบ)

ในช่วงเวลาที่ชีวิตตกต่ำจากการหลงตัวเอง แทนที่จะเข้าใจอะไรมากขึ้น กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตัวเอง ยังไม่ยอมรับและยังเข้าข้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมที่ทำในตอนนั้น คือพยายามกลบเกลื่อนปัญหาที่เป็นอยู่ ด้วยการชวนเพื่อนเซลส์ไปกินไปเลี้ยงสังสรรค์เกือบทุกๆเย็น พอเงินขาดมือผมก็หยิบยืม แล้วก็ยืมเขาไปจนทั่ว จนคนเขาเอือมระอาและไม่ให้ยืม คิดแล้วรวมหนี้สินทั้งหมดในตอนนั้นก็เกือบสองแสนเห็นจะได้

ถึงแม้สถานการณ์จะเลวร้ายอย่างมากในช่วงนั้น จะเรียกได้ว่าหน้ามืดแล้วก็คงจะได้ เย็นวันหนึ่งมีเพื่อนเซลส์ที่สนิทกันคนหนึ่ง เขารู้ว่าผมกำลังแย่ ได้มาชวนและมายุยงให้แอบวิ่งงานนอก คือ แอบเอาสินค้าที่อื่นมาขาย หรือไม่ก็แอบรับงานเองแล้วส่งออเดอร์ให้กับบริษัทอื่น ซึ่งจะได้ผลตอบแทนมากกว่าที่ขายให้บริษัทหลายเท่า ถ้าทำได้จะทำให้ผมมีรายได้พิเศษมากมายทีเดียว ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าสับสนในตัวเองพอสมควร

สิ่งที่เพื่อนแนะนำเรานั้น ถึงแม้มันจะไม่ถูกต้อง แต่เพื่อนก็หวังดีกับเรา และที่สำคัญเราเองก็กำลังหน้ามืด หลังจากที่เพื่อนให้คำแนะนำเรา ถึงช่องทางพิเศษนี้แล้ว ทำให้ผมได้รู้คำตอบที่ผมเคยสงสัยมานานเลยว่า ทำไมเพื่อนเราจึงมีความเป็นอยู่ และมีฐานะร่ำรวยกว่าเรานัก ทั้งๆที่ยอดขายก็สู้เราไม่ได้

บอกตรงๆ ว่า คิดมาก และในที่สุดผมก็ตัดสินใจ ทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า

อาจจะเป็นเพราะหมดกรรม หรือเป็นเพราะบุญเก่าที่เคยทำไว้ สมัยเมื่อตอนที่เป็นเด็กวัด อาศัยอยู่กับพระ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้ซึมซับและรับรู้ถึง หิริโอตะปะ คือ ทั้งละอายและเกรงกลัวต่อบาป และที่สำคัญที่สุดคือ ถูกสอนให้มีความละอายต่อการทำบาปมากกว่าความกลัว พอที่จะแยกแยะได้ ถึงผิด ชอบ ชั่ว ดี ว่ามันเป็นเช่นไร จึงปฏิเสธไม่ทำตามคำแนะนำของเพื่อน แต่ก็ขอบใจเพื่อนที่หวังดี

แล้วยังพูดกับเพื่อนต่อไปอีกว่า สิ่งที่เพื่อนทำอยู่นั้นถึงมันจะทำให้ได้เงินมาก แต่มันก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนะ อกเขาอกเรา หากเราเป็นเจ้าของ ลูกน้องทำอย่างนี้บ้าง เราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน ที่ผ่านมาทำแล้วก็แล้วกันไป แต่จากนี้ไปเลิกได้ก็ขอให้เลิกดีกว่า  พอเพื่อนได้ฟังก็หัวเราะพร้อมกับพูดว่า

“จะอดตายอยู่แล้วมึงยังมาทำปากดี กูอยากจะรู้นักว่า มึงจะเป็นคนดีได้ไปสักอีกกี่น้ำวะ…กูแนะนำทางออกดีๆ ให้ไม่เอา…นี่ก็อย่าปากบอนเอาเรื่องของกูไปบอกใครล่ะ…”

ผมก็ตอบไปว่า  “ไม่ต้องห่วงหรอก กูรู้ว่ามึงหวังดี แต่กูไม่สบายใจที่จะทำจริงๆ เอาเป็นว่ากูขอบใจในความหวังดี แต่กูไม่อยากทำจริงๆ ”

หนึ่งอาทิตย์ผ่านมา ทุกอย่างสำหรับตัวผมก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น บ่ายวันหนึ่งขณะที่ยังนึกไม่ออกว่าจะไปหาลูกค้าที่ไหน ก็เลยไปเดินเล่นแถววังบูรพา ผ่านร้านขายหนังสือ ร้านหนึ่งเห็นเอาหนังสือเก่าๆ มากองขายลดราคาจึงเดินเข้าไปเลือกดู

พบหนังสือเล่มหนึ่ง น่าสนใจจึงหยิบขึ้นมาอ่านดู ชื่อหนังสือคือ “มหาบุรุษ” เขียนโดย หลวงวิจิตรวาทการ เนื้อหาภายในก็เป็นเรื่องย่อๆ เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลสำคัญๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเผลอหน่อยเดียวผมก็ยืนอ่านหนังสือเล่มนั้นไปเกือบครึ่งเล่มโดยที่ไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งเจ้าของร้านมาถามว่า จะรับหนังสืออะไรครับ

เขาคงเห็นผมยืนอ่านอยู่นานแล้ว แต่ก็ไม่ซื้อซักที ผมก็เลยถามเจ้าของร้านว่า มีหนังสือเล่มไหนอีกไหมที่เขียนโดยหลวงวิจิตรฯ ทางร้านก็หยิบมาให้อีกสามเล่ม คือ “กำลังใจ” “ปลูกสมอง” และ “กุศโลบาย” ผมก็เลยซื้อมาทั้งสี่เล่มเลย พอกลับมาบ้าน ก็ตะลุยอ่านหนังสือทั้งสี่เล่มแบบวางไม่ลงจนจบได้ภายในอาทิตย์เดียว

ระหว่างที่อ่านไปก็คิดไป เหมือนกับผงที่เคยเข้าตาตัวเอง ซึ่งตัวเองเอาออกไม่ได้ แต่มีคนมาช่วยเอาออกให้ ผลจากการอ่านหนังสือทั้งสี่เล่มในครั้งนี้ ทำให้ความคิดที่เคยเข้าข้างตัวเองในช่วงที่ผ่านมาเริ่มลดลง และมองเห็นความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้น อาจเป็นเพราะเคราะห์กรรมคงกำลังจะหมดไป ทำให้ผมเข้าใจเนื้อหาในหนังสือและยอมรับได้อย่างง่ายดาย

เนื้อหาโดยภาพรวมของหนังสือเล่มนี้ คือ การสอนให้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเองว่าเป็นเช่นไร ไม่ใช่รู้จักแต่ตัวตนที่ตัวเองคิดว่าเป็นหรืออยากจะเป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สอนให้รู้จักคิดถึงอนาคต สอนให้รู้จักวางแผนให้กับชีวิตของตัวเอง และ สอนให้เป็นคนที่ไม่แพ้อะไรง่ายๆ ซึ่งทั้งหมดอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับใครบางคน แต่เรื่องเดิมๆ ที่เป็นความจริงของชีวิตแบบนี้เองที่หลายๆ คน ละเลยและไม่ค่อยใส่ใจ

เมื่อมาทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการหลงตัวเองในครั้งนี้ ในใจก็ได้แต่คิดว่า “เกือบไปแล้วเรา” โชคดี ที่ยังดึงสติกลับมาได้ และไม่หน้ามืดจนถลำตัวทำอะไรผิดๆ ซึ่งอาจทำให้ชีวิตไม่เป็นอย่างวันนี้ก็ได้ มันจึงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่อยากเก็บมาเล่าให้ฟัง

…………………………………….    จบ   …………………………………………………..

 

 

You might also like More from author