"

“ทำเครือข่าย อยากได้อะไร ใจต้องกำหนดเอง” (ตอนจบ)

เมื่อตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงคนที่จะเข้ามาทำเครือข่ายว่า เมื่อเข้ามาทำเขาจะมีทางเลือกอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ ทำเพื่อเป็นรายได้เสริม ทำเพื่อเป็นรายได้หลัก และ ทำเพื่อความร่ำรวย ซึ่งในการทำตามเป้าหมายทั้ง 3 อย่างนี้ มีแนวทางในการทำงานไม่เหมือนกัน

ที่บอกไปแล้วก็คือ ทำเพื่อเป็นรายได้เสริม หมายถึงคนที่จะยังมีงานประจำทำอยู่ แต่เริ่มสนใจงานเครือข่าย เปรียบเหมือนทำแบบขอลองชิมดูก่อน เอาเป็นว่า ทำแล้ว สามารถเพิ่มรายได้มาบ้าง ก็พอใจแล้ว ไม่ได้คิดจะเอาดีหรือจริงจังอะไรมากนัก ซึ่งคนกลุ่มนี้ ยังคงห่วงเรื่องความมั่นคงในรายได้ที่ได้จากการทำงานประจำ และยังคิดว่า งานเครือข่าย ยังเสี่ยงเกินไปที่เขาจะทุ่มมาทำเต็มเวลา ใครก็ตามที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ ก็ต้องรู้ตัวในสิ่งที่ทำ และต้องรู้ว่ามันยังมีโอกาสพัฒนาให้ก้าวขึ้นไปอีก อันได้แก่ การทำเพื่อเป็นรายได้หลัก

การทำงานเครือข่ายเพื่อเป็นรายได้หลัก  ความคิดที่จะเปลี่ยนจากการทำเครือข่ายแบบเล่นๆ หรือทำแค่เป็นอาชีพเสริมนั้น มันก็เริ่มจากรายได้ที่ได้มาแต่ละเดือนนั่นเอง ใครก็ตามที่เข้ามาทำงานเครือข่ายแล้วปรากฏว่า ยิ่งทำยิ่งชอบ ยิ่งทำยิ่งสนุก เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานที่สอดคล้องกับบุคลิกและนิสัยของตัวเอง

เมื่อสนุกกับงาน เวลาทำก็ทำเต็มที่ แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้มันก็มักจะได้ดีเป็นเงาตามตัว นั่นคือ รายได้ในแต่ละเดือน จากที่เคยคิดว่า จะทำเล่นๆ ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่พอทำได้ไม่นาน รายได้ที่ได้จากงานที่คิดว่าจะทำเล่นๆ นั้นมันได้รับเพิ่มขึ้น และเมื่อใดก็ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น มันเพิ่มจนได้มากกว่าเงินเดือนที่ได้จากงานประจำ

แรกๆ ก็อาจจะไม่คิดอะไร เพราะยังไม่มั่นใจในรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้เท่าไร เช่นคิดว่ามันอาจจะฟลุคก็ได้ แต่ถ้าเมื่อเวลาผ่านไปแล้วหลายๆ เดือน รายได้ที่ได้จากงานเครือข่ายมันก็ไม่เคยลดลง และนอกจากจะไม่ลดลงแล้วยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็อาจจะเริ่มมีบางคนที่คิดว่า นี่ฉันไม่ได้ทำงานเต็มเวลานะ ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ได้ทำ ยังสามารถสร้างรายได้มากกว่าเงินเดือนที่ฉันทำงานเต็มเวลาเสียอีก นี่ถ้าฉันเปลี่ยนใจลาออกจากงาน แล้วมาทำเครือข่ายเต็มเวลา มันจะยิ่งไม่ทำให้ฉันมีรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้หลายๆ เท่าหรือ สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วก็มาทำงานเครือข่ายเต็มเวลา คือทำเป็นอาชีพหลักนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลจากการทำงานเครือข่าย จะทำให้มีรายได้มากกว่าทำงานประจำตามที่เล่ามาข้างต้น ก็ใช่ว่าทุกคนจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วมาทำงานเครือข่ายเต็มเวลา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า คนบางคนอาจยังคงคิดว่า การทำงานเครือข่าย ซึ่งเป็นงานอิสระนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่สูงนั่นเอง ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว เขาก็คิดไม่ผิดนะ เพราะถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่คนเราไม่จำเป็นต้องคิดหรือตัดสินใจเหมือนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวและพร้อมที่จะเสี่ยง คนกลุ่มนี้เองที่จะพัฒนางานเครือข่าย จากทำเพียงแค่เป็นรายได้หลัก ก็จะเริ่มคิดและวางแผนทำให้ร่ำรวย

การทำงานเครือข่ายให้ร่ำรวย เมื่อคิดที่จะเอาดีและหวังร่ำรวยจากงานเครือข่าย มันก็ต้องมีความมุ่งมั่นและมีแผนธุรกิจ ไม่แตกต่างจากคนที่ทำธุรกิจทั่วๆ ไป ซึ่งการที่จะสำเร็จได้นั้น ต้องขยันและอดทนเป็นอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็น “เถ้าแก่” ดีๆ นี่เอง

การมีแผนธุรกิจ หมายถึง ต้องรู้ที่มาของรายได้ ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีช่องทางไหนบ้าง ในกรณีที่เป็นงานเครือข่าย มันก็ต้องรู้ว่า รายได้ที่จะทำให้ร่ำรวยจะต้องเกิดจากการขยายงาน หมายถึงขยายจำนวนสมาชิกในเครือข่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และที่สำคัญนอกจากจะได้จำนวนสมาชิกมาแล้ว ยังจะต้องทำให้สมาชิกเหล่านั้นทำงานได้อย่างมีคุณภาพด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นงานที่ต้อง หาคน และ สร้างคน

ถึงตอนนี้สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการสร้างคนนี่แหละ การสร้างคนขึ้นมาคนหนึ่ง เราจะเป็นต้องทุ่มเทเป็นอย่างมาก ทั้งในการสอนงาน สอนเรื่องธุรกิจ รวมถึงการให้กำลังใจเมื่อเขาท้อถอย โดยสรุปก็คือ เป้าหมายในการสร้างคนนั้น หมายถึงทำให้สามารถคิดและทำงานได้เหมือนกับที่เราทำ เพราะถ้าทำสำเร็จหนึ่งคน ก็เท่ากับเรามีรายได้เพิ่มขึ้นหนึ่งช่องทาง ดังนั้น ถ้ายิ่งเราสร้างได้มากเท่าไร โอกาสร่ำรวยก็มีมากเท่านั้น ถึงตอนนี้ ก็คงต้องถามใจกันดูหน่อยแล้วละครับว่า พร้อมหรือไม่ที่จะลุย

สุดท้ายนี้ ก็มาถึงจุดที่อาจจะเรียกได้ว่ายากที่สุดของงานเครือข่าย ก็คือ การรักษาคนไว้ให้ได้ รักษาคนในที่นี้หมายถึง รักษาให้เขายังคงทำงานอย่างสม่ำเสมอ และ รักษาให้เขายังคงอยู่ในทีมงานของเรา

ใครที่ทำงานเครือข่ายมาแล้ว จะรู้ว่า ตอนทำใหม่ๆ มันจะไม่ยากเท่าไร เพราะมีคนรู้จักที่จะไปหาไปเสนอ แต่พอทำมาระยะหนึ่ง คนรู้จักเริ่มหมด จึงต้องเริ่มไปหาคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างใจคิด คนที่ไม่มีวิญญาณของนักขายจริงๆ มักจะผ่านด่านนี้ไปไม่ค่อยได้ สุดท้ายก็จะท้อถอยแล้วก็เลิกทำ ขณะเดียวกัน ก็อาจมีบางคน ยิ่งทำยิ่งเก่ง พอเก่งมากๆ เริ่มรู้จักธุรกิจมากขึ้น ก็อาจอยากไปลองทำที่อื่น หรือ อาจถูกชักชวนจากบริษัทอื่น โดยอ้างโอกาสที่ดีกว่า สุดท้ายเราก็เสียเขาไป

สิ่งที่คนจะทำแบบร่ำรวยต้องเรียนรู้เพิ่มเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรักษาคนเอาไว้ให้ได้ด้วย ซึ่งเทคนิคการรักษาคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของภาวะผู้นำ ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเลย ทีนี้ก็คงต้องถามตัวเองแล้วละครับว่า ถ้าอยากทำให้ร่ำรวยและสำเร็จ ตัวเราเป็นผู้นำที่ดี ที่จะรักษาคนเอาไว้ได้หรือไม่

……………………………………………….. จบ  …………………………………………………………

You might also like More from author