"

รวมมิตรทฤษฎีการบริหารงานบุคคล (ตอนที่ 6)

หลักการบริหารงานบุคคลถือได้ว่าเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ผู้ประกอบการ, นักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวหรือเป็นลูกจ้างก็สามารถนำทฤษฎีเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของการดำเนินธุรกิจของท่านได้ ถ้าหากไปเดินดูตามร้านหนังสือจะหาตำราการบริหารงานต่างๆ ได้มาก ยิ่งสมัยนี้ยุค 4.0 เราสามารถค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกทางหนึ่งด้วย  การเข้าไปหาข้อมูลในหัวข้อที่เกี่ยวกับการบริหารอย่างได้ฟรีนี้ เชื่อได้ว่าจะมีข้อมูลขึ้นมาให้ได้อ่านกันจนอ่านไม่ไหวถ้าพยายามฝึกนิดหน่อยหรือให้ลูกหลานเริ่มให้หน่อยครับ

ทฤษฎีหลักการบริหารสุดคราสสิกของเฟโยล์ที่ผมได้กล่าวถึงและยกตัวอย่างให้เห็นไปแล้วหลายข้อในฉบับก่อนหน้านี้นั้น ก็ยังคงเป็นทฤษฎีที่ยังคงใช้ในชั้นเรียนและการบริหารจริงเป็นทฤษฎีพื้นฐานที่คนทำงานไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานในระดับต่างๆ ควรศึกษาหาความรู้เอาไว้ใช้บ้าง ในฉบับนี้ผมจะขอกล่าวถึงทฤษฎีที่ต่อจากฉบับที่แล้วคือ

ข้อที่ 11 คือ หลักของความเสมอภาค (Equity) คนที่จะทำงานเป็นผู้บริหารต้องยึดถือหลักการของความเอื้ออารีเกลี่ยคนและลงโทษให้เสมอภาค คือมีความยุติธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้สึกจงรักภักดีต่อตนและองค์การ และการอุทิศตนเพื่อทำงานให้สำเร็จมากขึ้น หลักของความเท่าเทียมนั้นเป็นหลักการที่สำคัญหลักการหนึ่งของการบริหารงาน บริหารคน ไม่ควรมีความลำเอียงเกิดขึ้น คือมีการวัดความพอใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ, ศาสนา, สถาบัน หรือปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้ลดหรือตัดความขุ่นข้องหมองใจต่อกัน

ผู้นำจึงควรบริหารจัดการงานให้เกิดความเท่าเทียมกันให้มากที่สุด เช่น ถ้าหากว่ามีการทำผิดในเรื่องเดียวกันก็ควรมีบทลงโทษที่เหมือนๆ กัน และหากว่าสามารถสร้างผลงานได้ใกล้เคียงกันก็ควรได้รับผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันด้วย หลักการของความเสมอภาคกันนี้จะส่งผลให้พนักงานที่อยู่ในกลุ่มหรือในทีมเกิดความสมานฉันท์สามัคคีรักใคร่กลมเกลียว และจะไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย บนความยุติธรรม ช่วยลดปัญหาของความแตกแยกและส่งผลให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยความราบรื่น

ในยุคนี้ถ้าหากทำงานร่วมกันอยู่ในสำนักงานเดียวกันจะเห็นได้ว่าการดูแลในเรื่องของความเสมอภาคมีรูปแบบหลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่น กลุ่มคนบางกลุ่มชอบรูปแบบเมื่อทำงานร่วมกันมีการประชุมเรื่องงานกันเสร็จ ตอนเย็นต้องไปสังสรรค์กันเป็นกลุ่มไปกินเลี้ยงกันก่อนกลับบ้าน หากว่าใครบางคนไม่อยากไปก็จะหาว่าไม่สนิท แต่ปัจจุบันนี้ธรรมเนียมเหล่านี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บางคนไม่อยากกลับดึกอาจมีภาระต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กที่บ้านหรือภาระส่วนตัว และอื่นๆ ที่จะต้องทำ ก็อาจไม่ต้องไปร่วมสังสรรค์ตอนกลางคืนทุกครั้งไป ซึ่งในเรื่องความสัมพันธ์ในที่ทำงานหลายๆ แห่งเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว พนักงานอาจจะไปร่วมงานสังสรรค์บ้างหรือไม่ไปก็เป็นอิสระตามความชอบหรือความสะดวกของแต่ละคน หัวหน้าอาจใช้เครื่องมือ Social Media แทนก็ได้ครับ

ดังนั้น การพิจารณาดูเรื่องความเท่าเทียมกันก็มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสม อย่างเช่นบางคนเป็นพนักงานขายทำยอดขายได้ดีเยี่ยม ในมุมมองหนึ่งเจ้านายก็อยากจะให้เกียรติ ในมุมมองของพนักงานเมื่อมีการกินเลี้ยงภายในบริษัทก็เรียกให้ไปนั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกันกับนาย กลับกลายเป็นว่าพนักงานขายท่านนั้นกินไม่ลง รู้สึกเกร็ง มื้อนั้นเลยทานข้าวได้น้อยเนื่องจากเกรงใจเจ้านายจนทำตัวไม่ถูก   ใจอยากจะไปนั่งข้างหลังกินเหล้าสังสรรค์เฮฮากับกลุ่มเพื่อนมากกว่า เป็นต้น ฝ่ายบุคคลจึงต้องเป็นตัวการพิจารณา 2 ด้าน

อีกตัวอย่างเช่นการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักอาจจะแบ่งแยกเป็นหลายระดับตามสิทธิหรือตำแหน่ง ลูกน้องอาจต้องไปอยู่โรงแรมราคาถูกไกลจากโรงแรมที่จัดงานต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางมาที่โรงแรมที่เจ้านายพักอยู่ ก็จะทำให้เกิดความลำบากมากขึ้นหรือเสียค่าเดินทาง บางบริษัทจึงตั้งกฎใหม่อาจจะเฉลี่ยราคาหรือหาทางออกให้มาพักร่วมในโรงแรมเดียวกันเพื่อสะดวกไม่ต้องเดินทาง เช่น ปรับจากอยู่ 2 คนต่อห้องเป็น 3 คนเพื่อลดค่าใช้จ่ายอย่างนี้เป็นต้น

ดังนั้นคำว่าสิทธิประโยชน์ความเสมอภาค บางทีลูกน้องอาจต้องการอยู่ไกลๆ เจ้านายเพื่อมีความเป็นส่วนตัวบ้าง บางทีก็ชอบให้อยู่ใกล้ๆ เพื่อสะดวกในการเดินทาง จึงควรพิจารณาความสมเหตุสมผลเป็นเรื่องๆ ไป จะเห็นว่าในทฤษฎีของเฟโยล์นั้นเน้นไปในเรื่องของคนกับงานแต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วสิ่งเหล่านี้คือเรื่องของการบริหารงานเป็นองค์รวมอย่างหนึ่ง ผมจะขอกล่าวถึงทฤษฎีการบริหารงานบุคคลของเฟโยล์ข้อที่เหลือข้อต่อไปในฉบับหน้าครับ

*แนวคิดและทฤษฎี Henri Fayol : http://colacooper.blogspot.com/2012/10/henri-fayol.html , ทฤษฎีการจัดการของ Henri Fayol : http://www.gtr.co.th/blog.asp?b_id=75

 

You might also like More from author