"

“ถึงเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” ( ตอนที่1 )

เคยได้อ่าน หรือเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้ไหมครับ  “แม้นไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอตายในวันเดือนปีเดียวกัน” ถ้าใครเป็นแฟนของนิยายสามก๊ก ก็จะตอบได้ทันทีเลยว่า เป็นเรื่องของคนสามคนมาสาบานเป็นพี่น้องกันคือ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย พร้อมกับเอ่ยประโยคหนึ่งในคำสาบานประโยคนี้เอาไว้

เมื่อนำคำพูดประโยคนี้ มาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงในทุกวันนี้ ก็จะพอมองเห็นอย่างแน่นอนว่า ชีวิตของเรา ถึงแม้เราจะไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเกิดมาอย่างไร เกิดที่ไหน หรือเกิดมาในสภาพแวดล้อมเช่นไร มันคือความจริงที่เราทุกคนรับรู้กันได้ทุกคน แต่ที่แปลกคือ ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้นนี้ บางคนก็มองในมุมบวก นั่นหมายถึงพอใจกับชีวิตที่เกิดมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดมาในที่ๆ ไม่ต้องลำบากลำบนมากนัก บางคนถึงขนาดเกิดมาในครอบครับที่ดี ร่ำรวยมีฐานะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ถึงแม้จะเกิดมาในที่ๆ ดีแล้ว เขาจะพอใจกันทุกคนนะ

ยิ่งถ้าเกิดมาในสภาพที่แย่ สภาพที่ยากจน จะหาที่มองในมุมบวกนั้น คงมีไม่มาก ส่วนใหญ่ก็มักจะมองในมุมลบมากกว่า คือไม่พอใจกับชีวิตที่เกิดมา เราจะสังเกตได้ว่า คนที่ไม่พอใจในสภาพของชีวิตที่เกิดมานั้น เวลาพูดถึงชีวิตที่เกิดมา มักจะเริ่มด้วยคำว่า “ทำไม??” เช่น ทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ ทำไมเราไม่เกิดมาเป็นคนรวย เป็นต้น

คนที่คิดลบบางคน ก็คิดมาก คิดไม่หยุด ถึงขนาดนั่งคิดนั่งพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดมาเป็นเช่นนี้ แล้วก็โทษโน่นโทษนี่ พอโทษใครไม่ได้ ก็โทษพระเจ้า โทษโลกใบนี้ว่า ไม่มีความยุติธรรม เลยก็มี

อยากจะบอกว่า ไม่ว่าท่านจะคิดลบ หรือ คิดบวก มันคงห้ามกันไม่ได้ แต่อยากจะให้สติหน่อยว่า คิดได้ แต่อย่าเสียเวลากับมันมากเกินไป เพราะในความเป็นจริง เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะมันเกิดและมันผ่านมาแล้ว วันนี้ ต่อให้ท่านมีเงินล้านบาท ท่านก็ไม่สามารถซื้อเมื่อวานกลับมาได้ จริงไหมครับ

ดังนั้น สิ่งที่ควรคิดคือ ไม่ต้องคิดลบ หรือ คิดบวก แต่ให้คิดอย่างมีสติ และ เข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาแบบไหน หรือเกิดในสภาพเช่นไร อย่างน้อยเราก็ได้มีชีวิตเกิดมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้น ขั้นต่อไป แทนที่จะเสียเวลาไปกับการคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วแก้อะไรไม่ได้ มาเปลี่ยนเป็นว่า ชีวิตต่อไปนี้ เราจะเป็นเช่นไร ให้เหมือนกับคำที่ว่า “ถึงเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้”

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะแย้งในใจว่า ก็ใช่นะซิ สำหรับคนที่เกิดมาในฐานะที่ดี หรืออย่างน้อยก็ไม่มีปัญหาใดๆ เขาก็คิดแบบนี้ได้ ลองมาเกิดเป็นคนไม่มีจะกินอย่างฉันบ้างซิ! จะคิดแบบนี้ได้หรือไม่ มันก็เข้าตำราที่ว่า คิดหรือพูดมันง่าย แต่ทำนี่ซิ..มันยาก

เรื่องแบบนี้ ผมพอทราบ และ พอเข้าใจได้ครับว่า ทำไมบางท่านถึงไม่สามารถสลัดความคิดทางลบ ให้มันหลุดออกไปได้ ที่สำคัญ กลับจมอยู่กับมันตลอดเวลา ผมมีประสบการณ์จะเล่าให้ฟังครับ ที่บอกว่าเป็นประสบการณ์ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมโดยตรงเลยทีเดียว

เมื่อวัยหนุ่มหลังจากเรียนจบ ม.ปลายแล้ว ผมก็เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่ไม่เห็นความสำคัญของการเรียน ในที่สุดผมก็เรียนไม่จบ จากนั้นจึงออกมาหางานทำ โดยมั่นใจในความสามารถของตนเองว่า ถึงแม้ไม่มีวุฒิการศึกษา ก็จะสามารถหางานดีๆ และสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีความก้าวหน้าได้

สองสามปีแรกของการทำงาน ทุกอย่างก็ราบรื่นเหมือนอย่างที่คิดครับ จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปสมัครงานเป็นพนักงานขายที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ผลจากการทำข้อสอบ และตอบคำถามจากการสัมภาษณ์ ผมมาเป็นอันดับหนึ่ง ถึงขนาดได้ไปคุยกับผู้จัดการฝ่ายการตลาด ซึ่งเขาก็พอใจในตัวผมไม่น้อยทีเดียว และได้รับแจ้งว่า ให้มาฟังผลกับฝ่ายบุคคลในอีกสองวันข้างหน้า

วันที่ไปฟังผล ผมยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่บุคคลมาบอกว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลต้องการคุยกับผม และแจ้งผลให้ผมทราบด้วยตัวเอง  ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่า อะไรทำให้ตัวเราจะสำคัญขนาดนั้น พอได้พบกับผู้จัดการฝ่ายบุคคล ท่านแจ้งให้ผมทราบว่า

ที่ต้องขอคุยกับผมด้วยตัวเอง แทนที่จะแจ้งด้วยเอกสารเหมือนกับคนอื่นๆ ก็เพราะว่า ในใบสมัครของผมนั้น ได้มีเอกสารแนบจากผู้จัดการฝ่ายขายว่า ให้รับผมเข้าทำงาน เพราะเป็นคนที่มีศักยภาพเหมาะที่จะเป็นพนักงานขายของเรามาก เมื่อมีจดหมายแนบมาเช่นนี้ ประกอบกับได้คุยกับผมด้วยตัวเองเช่นนี้ ผมก็ยิ่งเห็นด้วยกับผู้จัดการฝ่ายขายครับ

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับ ที่เราไม่สามารถรับคุณเข้าทำงานได้ ตามกฎระเบียบของบริษัทของเรานั้น บริษัทจะรับฝ่ายขายเข้าทำงานวุฒิการศึกษาขั้นต้น ต้องจบอาชีวะต้น หรือ ม.ศ.หก เป็นอย่างน้อย ซึ่งวุฒิที่คุณสมัครมา เป็น ม.ปลาย คือ ม.ศ.ห้า เท่านั้นครับ ซึ่งเราจะเป็นต้องรักษากฎของบริษัท ถึงแม้ผมและผู้ใหญ่ที่สัมภาษณ์คุณพอใจ และอยากได้คุณมาร่วมงานก็ตาม

สิ่งที่ผมทำได้ในเวลานั้น คือ ยิ้ม พร้อมทั้งพูด ว่า ไม่เป็นไรและขอบคุณมากครับ แล้วก็เดินออกจากบริษัทมา ใช่ครับ ผมยิ้ม เพราะเวลานั้น ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้เลย นอกจากยิ้ม ถึงแม้มันจะเป็น ยิ้มพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ก็ตาม

 

——————————————อ่านต่อฉบับหน้า—————————————————–

 

 

 

You might also like More from author