"

รวมมิตรทฤษฎีการบริหารงานบุคคล (ตอนที่ 7)

ในฉบับที่แล้วผมได้กล่าวถึงและยกตัวอย่างในเรื่องของการบริหารงานโดยใช้ทฤษฎีของเฟโยล์ ไปแล้ว 11 ข้อ และข้อท้ายสุดเป็นเรื่องของหลักของความเสมอภาค (Equity) ไปแล้ว ในฉบับนี้ผมจะขอพูดถึงทฤษฎีข้อต่อไปคือ

ข้อที่ 12 คือ หลักของความมั่นคง (Stability of tenure) ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารหรืออยู่ในส่วนของการเป็นพนักงานทั่วไป ย่อมต้องการอยู่เป็นวาระใช้เวลาช่วงระยะหนึ่งเพื่อทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการทำงานเพื่อจะทำงานให้ได้ดีและมีประสิทธิภาพระยะยาวเพราะ การที่องค์กรหรือหน่วยงานมีอัตราการเข้าออกของพนักงานมากย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดความสิ้นเปลือง ส่งผลเป็นการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

ดังนั้นหลักของการสร้างความมั่นคงในการทำงานก็คือ การทำให้พนักงานที่อยู่ในองค์กรของเราอยู่ร่วมกับองค์กรได้นานๆ อย่างน้อยก็เข้าออกตามวาระ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตอบแทนที่เหมาะสม การได้ทำงานร่วมกับทีมที่เข้ากันได้ดี มีความรักสามัคคีกันจนก่อให้เกิดความสุขในการทำงานร่วมกัน แต่ถ้าหากเราไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงในการทำงานให้กับพนักงานส่วนมากได้ ก็จะเกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนงานเกิดขึ้น และแน่นอนองค์กรต้องพบกับผลกระทบมากมายที่จะตามมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพงานที่ด้อยลงเนื่องจากการมีพนักงานฝึกหัดบ่อยๆ เรื่องของต้นทุนที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากกระบวนการรับและฝึกหัดพนักงานใหม่ รวมถึงการเสียชื่อเสียงขององค์กรที่รักษาพนักงานเอาไว้ไม่ได้ เมื่อถูกเปรียบเทียบกัน

ข้อที่ 13 หลักของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Initiative) สำหรับหลักการบริหารในข้อนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ผู้บริหารมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ผู้บริหารต้องปลูกฝังให้มีบรรยากาศการทำงานด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้กับพนักงานหรือสมาชิกในองค์กรด้วยโดย ให้มีโอกาสแสดงความคิดที่ใช้ได้จริง ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) เนื่องจากคนฉลาดย่อมต้องการที่จะได้รับความพึงพอใจจากการที่ได้คิดแก้ปัญหาและสร้างงานต่างๆ ด้วยตัวเองบ้าง

ดังนั้นผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเองอย่างทั่วถึง อาจใช้วิธีการให้พนักงานได้ลองเสนอแนวคิดหรือวิธีการในการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ได้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เช่น พนักงานคนไหนมีความชำนาญเชี่ยวชาญในงานที่ตนได้ลงมือทำด้วยตนเองมานานก็ควรให้ริเริ่มคิดค้นหาเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพเกิดผลงานที่ดีและรวดเร็วขึ้นเป็นเงาตามตัว

ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นอุตสาหกรรมทำขนมอาจจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เผื่อเสียหายไว้แล้วสัก 3% แต่ถ้าระบุว่า ขนมปัง 3 ชิ้น ส่วนเผื่อที่เกินไว้อาจจะให้แบ่งกันทานในโรงงานเองได้ แต่ถ้าหากทำเสียหายมากกว่าก็จะถูกตัดเงินกรณีอย่างนี้เป็นต้น ก็คือให้คิดสร้างสรรค์ให้ทำงานอย่างไรให้ได้ผลงานออกมาดีที่สุด เสียหายน้อยที่สุด เป็นต้น

ข้อที่ 14 หลักของความสามัคคี (Esprit de corps) ในข้อนี้เน้นไปที่ความจำเป็นที่คนจะต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Teamwork) และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร (Communication) กันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลของงานที่ดีมีประสิทธิภาพ

ในประเด็นสุดท้ายนี้ถือว่าเรื่องของทีมเวิร์คเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการที่คนเราจะมาทำงานร่วมกันหัวใจสำคัญก็คือต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง และรู้จักที่จะประสานงานร่วมกับคนอื่นข้ามสายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องพึ่งระดับความสัมพันธ์และความสามัคคีกันภายในทีม ปลูกจิตสำนึกในการเสียสละและมีเป้าหมายเดียวกัน เสริมสร้างมีน้ำใจแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้ผู้ที่เป็นผู้บริหารจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นในทีมให้ได้ หลายๆ องค์กรโดยใช้วิธีทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อละลายพฤติกรรม หรือ การสร้างกิจกรรม Team Building ต่างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อความสามัคคีปรองดองจนส่งผลดีต่อทีมงานหรือองค์กรต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

ในฉบับหน้าผมจะขอกล่าวสรุปในประเด็นของทฤษฎีทั้ง 14 ข้อของเฟโยล์และหน้าที่ด้านการจัดการ ซึ่งเฟโยล์ได้อธิบายถึงกระบวนการต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

*แนวคิดและทฤษฎี Henri Fayol : http://colacooper.blogspot.com/2012/10/henri-fayol.html , ทฤษฎีการจัดการของ Henri Fayol : http://www.gtr.co.th/blog.asp?b_id=75

 

You might also like More from author