"

“เผลอหน่อยเดียว ปี 61 ก็ผ่านไป 2 เดือนแล้ว”

ยังจำได้ไหมว่า เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ของปี 2561 ที่หลายๆคนพูดว่า ปีหน้าตั้งใจว่าจะทำโน่น ทำนี่ บางคนก็คิดว่าจะเริ่มต้นทำอะไรดีๆ ในชีวิต ตอนนี้ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว อยากถามว่าความคิดนั้น ยังอยู่ในใจของเราหรือไม่ หรือว่า ผลลัพธ์ที่ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากปีที่ผ่านมา ถ้าเป็นเช่นนั้น เคยทบทวนไหมว่า เราเป็นแบบนี้มากี่ครั้ง กี่ปีแล้ว

อยากบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า สิ่งที่คิดอยู่นั้น มันยังไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงนั่นเอง แต่เราน่าจะเรียกมันว่า มันเป็นเพียงความตั้งใจ มากกว่า ความตั้งใจดีๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่ความตั้งใจ กับเป้าหมาย มันไม่เหมือนกัน เพราะเป้าหมาย จะมีการวางแผนที่ชัดเจน และลงมือทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับผล ส่วนความตั้งใจนั้น ก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุดก็จางหายไป

ดังนั้น ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ ต้องต่อยอดความตั้งใจให้เป็นการตั้งเป้าหมายในชีวิตและเป็นเป้าหมายที่มีการวางแผนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแนวทางที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้

ความเป็นไปได้ของเป้าหมาย  เป็นสิ่งแรกที่เราต้องคิด โดยคำนึงถึงศักยภาพของตัวเรา ว่าในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ศักยภาพของเราสามารถจะทำได้มากน้อยแค่ไหน โดยสิ่งที่ตั้งนั้น ต้องไม่สูง หรือ ต่ำ เกินไป เพราะถ้าตั้งต่ำ เราก็จะเสียโอกาส ถ้าเราเป็นคนที่มีศักยภาพ แต่ถ้าตั้งสูงเกินไป เราก็จะไปไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งก็อาจทำให้หมดกำลังใจได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ ตั้งเป้าเท่าไร จึงจะพอดี และ มีความเป็นไปได้ ข้อแนะนำก็คือ เราคงต้องนำเอาเหตุปัจจัย และข้อมูลของตัวเราในปัจจุบัน มาเป็นตัวประเมินและวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ เช่น ถ้าเราอยากจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่ง สิ่งที่ต้องคิดถึงคือ

ปัจจุบัน เรามีรายได้เดือนละเท่าไร ถ้าได้เดือนละหนึ่งหมื่นบาท ใช้จ่ายส่วนตัวในเดือนละแปดพันบาท จึงตั้งเป้าว่า จะเก็บเงินให้ได้ เดือนละอย่างน้อย สองพันบาท ก็ไม่ใช่เรื่องยาก  หรือถ้าอยากท้าทายหน่อย ก็ให้ตั้งเป้าว่า จะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละ สามพันบาท ซึ่งเราก็คงต้องมาคำนวณดูว่า จะประหยัดอะไรได้บ้าง แต่ถ้าตั้งเป้าว่า จะไม่กินไม่ใช่ไม่จ่ายอะไรทั้งสิ้น จะเก็บให้ได้ทั้งหมื่นบาทเลย  ขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ดีกว่า

ในทำนองเดียวกัน เอาแนวคิดเช่นนี้มาประยุกต์ ใช้กับงานขาย   สมมติว่าเราเป็นพนักงานขายหน้าใหม่ ไม่เคยทำงานขายมากก่อน ขอแนะนำระดับขั้น  ของการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และก่อเกิดประโยชน์กับตัวผู้ตั้งเป้าเองดังนี้

ระดับที่ 1  ตั้งเป้าที่จะกล้าพบปะกับคน และ เปิดเผยตัวเองว่าเป็นนักขาย  เขาจะสนใจหรือไม่ก็ตาม เขาจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่ก็ตาม ไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่เรากล้าทำหรือเปล่า หากเราทำได้ เท่ากับว่าเราเริ่มต้นที่จะเป็นนักขายได้ดีในขั้นแรก

ระดับที่ 2  ตั้งจำนวนผู้เข้าพบ ภาษาทางการขายชอบเรียกว่า “ ผู้มุ่งหวัง” ว่าเราจะต้องหาผู้มุ่งหวัง เพื่อเข้าพบพูดคุยให้ได้ อย่างน้อยวันละกี่ราย ก็ว่าไป โดยในขั้นนี้ ก็ยังไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้หรือขายไม่ได้อีกเช่นกัน ขอเพียงแต่ให้เราเข้าพบได้ตามจำนวนที่ตั้งใจไว้

ระดับที่ 1 และ 2 นี้ เปรียบเหมือนกับ การเปิดตัวเราให้คนทั่วไปได้รู้จักว่าเราเป็นนักขาย และ ขายอะไรอยู่  โดยเรายังไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งเป้าว่า ต้องขายให้ได้

เดี๋ยวนี้  ลูกค้าฉลาดซื้อและซื้อของยากขึ้น ลูกค้าบางราย ไม่ยอมตัดสินใจซื้ออะไรเลย ถ้ายังไม่เข้าใจสินค้านั้นดีพอ และตัวเราเอง เป็นนักขายหน้าใหม่ พูดจาก็ยังติดๆขัดๆ อย่าหวังเลยว่าจะพูดแล้วให้เขาเข้าใจ เพราะบางที พูดแล้ว ตัวเราเองก็ยังงงๆอยู่เลยว่าพูดอะไร

สำหรับนักขายหน้าใหม่แล้ว ภายในสองอาทิตย์แรก การตั้งเป้าในระดับที่ 1 กับ 2 ถ้าผ่านมาได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว  และ ถ้าผ่านด่านนี้ได้แล้ว ระดับต่อไป ค่อยมาตั้งเป้าเพิ่มความยากขึ้นมา ด้วยการ กำหนด จำนวนลูกค้าที่ต้องขายให้ได้ กำหนดยอดขายที่ต้องทำให้ได้ หรือ กำหนดยอดรายได้ที่ตนเองต้องการ จากนั้นเราก็อาจเพิ่มจำนวน หรือปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ตามความแก่กล้าของเรา

สุดท้ายคือ ต้องถามตัวเองทุกวันว่า วันนี้ใช้เวลา ใช้ชีวิตสอดคล้องกับที่คิดไว้หรือไม่ เพราะบางคนท่าดี-ทีเหลวจริงๆ  ตั้งเป้าไว้อย่างดี เป็นรูปธรรม มีความเป็นไปได้แน่นอน เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพของเขา แต่พอถึงเวลาลงมือทำเข้าจริงๆ กลับทำไม่ได้   และก็มักจะมีเหตุผลให้กับตัวเองอยู่เสมอ ที่จะไม่ทำตามที่เดิมตั้งใจไว้

ชัยชนะ หรือความสำเร็จของงาน เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ให้กับทีมงานการขายของเรา และการรู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม มีความเป็นไปได้ เปรียบเหมือนเครื่องมือ ที่จะช่วยให้งานนั้นสำเร็จได้  การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จึงเป็นทั้ง ทิศทาง และ วิถีทาง ที่จะพาพวกเรา เดินไปสู่ความสำเร็จ สำคัญตรงที่ว่า เมื่อตั้งเป้าแล้ว ต้องลงมือทำ และต้องทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยมีตัวเราซึ่งเป็นหัวหน้าทีม ทำเป็นตัวอย่างให้ดู

เราทำได้เพียงอย่างเดียว ไม่พอ เพราะเราจะรอดคนเดียว เราต้องสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เราทำได้นี้ไปสู่ทีมงานของเราด้วย โดยมีแนวทางที่เราทำมาเป็นบทเรียน และ มีตัวเราเป็นตัวอย่างของบทเรียนว่า ได้ทำมาแล้ว

จงจำไว้ว่า ในการสอนทีมงาน ให้รู้จักตั้งเป้าให้ชัดเจน และทำตามเป้าให้ได้นั้น เราสามารถใช้ประสบการณ์ของเรา เป็นแนวทางในการสอนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้ทีมงานทำตามเราทุกอย่าง เพราะศักยภาพของคนเราไม่เท่ากัน ให้เขาทำได้อย่างที่ตัวเขาควรจะทำ ไม่ใช่ตัวเราอยากให้ทำ

และถ้าเวลาผ่านไป ครบกำหนดแล้ว ปรากฏว่า ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ขอให้ตรวจสอบให้ชัดว่า ที่ทำไม่ได้นั้น เป็นเพราะ  “ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ”

You might also like More from author