"

ม้โลกปัจจุบันที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วจะส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ

สามารถนำเสนอสื่อโฆษณาสื่อแคมเปญการตลาดที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ก็ฉลาดพอที่จะเลือกรับข้อมูลด้วยเช่นกัน ยิ่งเมื่อมีข้อมูลถาโถมเข้ามาจำนวนมากก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องคัดเลือกคัดกรองเฉพาะข้อมูลที่ตัวเองสนใจที่สุด และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักนำมาใช้คัดเลือกคัดกรองข้อมูลได้ดีนั่นก็คือ “ความน่าเชื่อถือของบริษัท”

ขณะเดียวกันไม่นานมานี้ได้มีการสำรวจออนไลน์กับกลุ่มคน 33,000 คนใน 28 ประเทศโดย The 2018 Edelman Trust Barometer นั้นก็พบว่า ความเชื่อมั่นเชื่อถือที่มีต่อสถาบันต่าง ๆของสหรัฐอเมริกา(หน่วยงานของรัฐ,สื่อ,เอ็นจีโอ,ภาคธุรกิจ) ตกต่ำถึงขีดสุดเป็นประวัติการณ์นับ แต่เคยทำผลสำรวจมา รวมทั้งเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง The Reputation Institute ยัง   ได้สำรวจจัดอันดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ 7,000 บริษัททั่วโลกปรากฎว่า มีเพียงแค่ 38.5%    ที่เชื่อถือเชื่อมั่นในบริษัทดังกล่าวว่าเป็นบริษัทที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงวิกฤติศรัทธาในความเชื่อถือที่สาธารณชนมีต่อแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก

ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าการมีปัญหาเรื่อง “ความน่าเชื่อ” จะนำมาซึ่งอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจหลายด้านนอกจากจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้น ลูกค้า (ทั้งเก่าและใหม่) รวมไปถึงหน่วยงานของรัฐและผู้กำกับดูแลแล้วสถานการณ์อาจยิ่งแย่หนักไปกว่าเดิมในยามที่บริษัทเกิดวิกฤติต่าง ๆ เพราะจะไม่มีฐานเสียงสนับสนุนใด ๆ ที่ใช้เป็นเกราะคุ้มกันได้เลย ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยบริษัทได้คือต้องพยายามเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยเน้นที่ความโปร่งใสและยึดมั่นในคำมันสัญญาที่ให้ไว้กับผู้บริโภคและสังคมที่ตนเองดำเนินกิจการอยู่

ซึ่งโดยธรรมชาติของ “บริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรง” ล้วนมีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างความน่าเชื่อถือในตัวเองอยู่แล้ว และยิ่งท่ามกลางการตลาดแบบหว่านแหที่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มโหยหาการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง (personalized) มากขึ้นในส่วนธุรกิจขายตรงก็สามารถตอบสนองความต้องการส่วนนี้ได้เพราะมีนักขายที่พร้อมจะติดต่อกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวอยู่แล้วทำให้สามารถรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและรักษาระดับความเชื่อถือเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และสินค้าของบริษัทได้ด้วยแต่ความโปร่งใสต้องเริ่มจากระดับบนขององค์กรจนเกิดเป็น DNA ของทั้งองค์กร เพื่อให้ทุก ๆ Touch Point ของแบรนด์นำมาความพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าอันเป็นการรักษาชื่อเสียงขององค์กรอย่างยั่งยืน

กล่าวได้ว่าชื่อเสียงของแบรนด์ คือ ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กรในยุคนี้ หากชื่อเสียงได้รับผลกระทบก็อย่าหวังว่าจะทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น เพราะเมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาขึ้นแล้วโอกาส  ที่จะฟื้นกลับมาใหม่นั้นค่อนข้างยาก ดังนั้นการลงทุนเพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตและเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรต้องทำ

ในขณะที่รองประธานบริษัท Amway Global อย่าง “มร.เดวิด แวนเดอร์วีน” ให้มุมมองที่เชื่อว่า หากบริษัทแสดงตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์อย่างซื่อสัตย์และจริงใจที่สุดจะทำให้คนจดจำและบอกต่อเพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ถึงใจของทุกคน

นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทชั้นนำที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีเหมือนกันคือ การทำงานที่เปิดกว้างโปร่งใสและสามารถสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของแบรนด์ผ่านทุกกิจกรรมที่ทำและไม่หยุดที่จะสื่อสารถึงวัฒนธรรมและค่านิยมที่ตนยึดมั่นให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ เพื่อที่วันใดที่เกิดวิกฤติขึ้นอย่างน้อยก็ได้สร้างกองหนุนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบวิธีการทำธุรกิจแบบมีธรรมาภิบาลของบริษัทและพร้อมจะออกมาปกป้องหรือแก้ต่างให้

รวมไปจนถึงการมีส่วนร่วมของนักขายโดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในองค์กร ก็สามารถเน้นการสื่อสารถึงจุดยืนของบริษัทและให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมให้ความรู้แก่นักขายและทีมบริหารอย่างต่อเนื่องถึงวัฒนธรรมองค์กรตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ สินค้า และบริการของบริษัท เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถสื่อสารต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง แม่นยำ และไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่ว่าจะอย่างไรโดยสรุปธุรกิจขายตรงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 189.6 พันล้านเหรียญ และยังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมากหากทุกคนร่วมใจกันหยุดความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้และหันมาเน้นที่ความจริงใจ ความโปร่งใสและการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดีอยู่เสมอก็จะช่วยลบคำครหาที่มักถูกมองเป็นธุรกิจขายฝันให้หมดสิ้นไปในท้ายที่สุด

You might also like More from author