ผ่าทางรอดยุค disruption Do or Die ในยุค Disruption “ขายตรง”อยู่รอดได้ต้องเปลี่ยน!!

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 260 ครั้ง

มื่อไม่นานมานี้มีข้อมูลน่าสนใจจากบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอที) โทรคมนาคม และการตลาดชั้นนำของโลกอย่าง IDC (International Data Corporation) เผยให้เห็นการคาดการณ์ที่เชื่อว่าภายในปี 2022 กว่า 60% ของ GDP บนโลกจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นไม่ว่าอุตสาหกรรมใดก็ตามการเติบโตขององค์กรจะถูกขับเคลื่อนผ่านโลกดิจิทัลในทางใดทางหนึ่งเสมอ ซึ่งนั่นรวมถึง “ธุรกิจขายตรง” การจะอยู่รอดท่ามกลางยุค Digital Disruption หรือการพลิกผันทางดิจิทัล ได้ย่อมต้องสามารถปรับธุรกิจปัจจุบันให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็ต้องสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ที่เหมาะกับยุคดิจิทัลได้เพราะขืนไม่ปรับไม่เปลี่ยนอาจถูกกลืนหายไปตามกระแสเพียงพริบตาเดียว เหมือนๆ กับที่ทาง IDC บ่งชี้ไว้เช่นกันว่าธุรกิจใดแม้ขยับตัวช้าก็มีสิทธิ์สูญเสียตลาดในปัจจุบันไปได้มากถึง 2 ใน 3 เลยทีเดียว และยิ่งถ้าวันนี้ยังไม่เริ่มปรับเปลี่ยนก็อาจไม่มีวันข้างหน้าให้ทำอีกต่อไปพูดง่ายๆ ว่ามีแค่สองทางให้เลือก Do or Die” เลือกทำเลือกเปลี่ยนไปสู่โอกาสใหม่ๆหรือเลือกตายหายไปจากตลาดในท้ายที่สุด

โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C) ยักษ์ขายตรงโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ที่ตั้งธงให้เห็นความพร้อมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจภายใต้ความเป็น MLM Digital Transformation เป็นรายแรกมานานหลายปีแล้วได้ให้มุมมองน่าคิดว่า …สิ่งสำคัญในยุค Digital Disruption ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ คือ โลกทั้งใบหลายๆอาชีพกำลังจบสิ้นลง การจะขายอะไรก็ขายเหมือนๆกันไปหมด ดังนั้นสำหรับธุรกิจขายตรงจะมัวโมติเวทก็ไม่เพียงพอที่จะอยู่รอด ได้ในระยะยาวแต่ยังต้องตั้งโจทย์เพื่อ Disrupt ตัวเองเพื่อปรับเพื่อเปลี่ยนให้ทันและเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นให้ได้ด้วย ในทางกลับกันกับธุรกิจที่ไม่ปรับตัวไม่ปรับไม่เปลี่ยนใด ๆ ก็เหมือนกับคนที่นั่งรอวันตายสถานเดียว…”

และแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีจะเชื่อมโลกทั้งใบให้ใกล้กันแต่ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เป็นตัวแยกให้คนไกลกันและยังทำให้การทำตลาดเป็นเรื่องของความซับซ้อนจากที่เคยเรียบง่ายก็ไม่ง่ายอีกต่อไป

ยิ่งปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนาความล้ำหน้าให้มีความชาญฉลาดเป็น Machine Learning เป็นปัญญา ประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งนำพาผู้คนให้ก้าวไปสู่วิถีทางวิถีชีวิตแห่งยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูป แบบมากขึ้นทุกขณะ นอกจากจะส่งผลให้คนเรามีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องขยับปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกับการปรับธุรกิจ J&C ให้ยืนหยัดอยู่บนเส้นทาง“ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่น” ที่พร้อมทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่โอกาสใหม่ๆหรือช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา“การปรับเปลี่ยนในทางธุรกิจของ J&C จะมุ่งเป้าหมายที่ให้ความสำคัญว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ยาวๆ และมองทุกอย่างในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ รวมทั้งในแง่องค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันให้เป็นองค์กรที่สลิมและสมาร์ทอยู่เสมอ”

ส่วนในฟากยักษ์ขายตรงเบอร์หนึ่งของโลกและในตลาดเมืองไทยอย่าง “แอมเวย์” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ให้ความสำคัญกับปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลโดยเห็นได้จากการมีทีมวิจัยและพัฒนาธุรกิจเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาดทำให้สามารถรู้ถึงเทรนด์ตลาดและเทรนด์ผู้บริโภคที่จะเกิด ขึ้นล่วงหน้าใน 3-5 ปี โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกยุคดิจิทัลก็กล่าวได้ว่าแอมเวย์ได้ตระเตรียมความพร้อมทั้งแนวรุกแนวรับมาโดยตลอดรวมถึงปี 2562 ที่คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของแอมเวย์ในการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจภายใต้แผนเชิงรุกบุกโลกดิจิทัลอย่างจริงจังนั้นก่อนหน้านี้หัวเรือใหญ่ “กิจธวัช  ฤทธีราวี” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับถึงประเด็นที่ดิจิทัลเข้ามา Disrupt ธุรกิจขายตรง ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรอบอย่างมากมายแล้วในแง่การดำเนินธุรกิจก็ยังเป็นไปอย่างยากลำบากและมีความท้าทายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว “…สำหรับแอมเวย์เราเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการ Disrupt ของยุคดิจิทัลมาระยะหนึ่งแล้วและในปี 2562 ก็มีแผนเชิงรุกระดับ โกลบอลที่จะนำมาใช้ทั่วโลกซึ่งนั่นรวมถึงการเตรียมนำเอาตลาดออนไลน์และเครื่องมือดิจิทัลที่ได้พัฒนาขึ้นมารองรับการทำงานทั้งเพื่อช่วยให้นักธุรกิจแอมเวย์ทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้งเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากขึ้นและทั้งเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง…”

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่การทำ “ธุรกิจ” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุค Digital Disruption เท่านั้นแต่ในแง่การทำงานของ “คนเรา” ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับที่ผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง “ฐัช หัชลีฬหา” ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารขายตรงโมเดิร์นเทรด J&C ได้สะท้อนมุม มองอาชีพยุคใหม่กับงานที่ควรทำว่า งานส่วนใหญ่ที่เห็นในวันนี้เริ่มจะถูกแทนด้วยหุ่นยนต์ ดังนั้นงานของคน รุ่นใหม่อีกกว่า 90% เราต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาจากตัวเราจากโจทย์ง่ายๆ ที่ว่า แก้ปัญหา และ สร้างประโยชน์ให้ผู้คน “พูดง่ายๆในอนาคตหุ่นยนต์จะมาแทนงานที่ ทำซ้ำ ๆ ซากๆ ไม่สร้างสรรค์ ไม่ก้าวหน้า ดังนั้นงานที่ทำต้องเป็นงานที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้และต้องพัฒนาความรู้ค้นหาอย่างต่อเนื่อง”

ซึ่งก็สอดรับแนวทางการศึกษาในเรื่อง Digital Disruption ที่กลุ่มบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ดีลอยท์  โกลบอล ได้ร่วมกับ  Global Business Coalition for Education วิเคราะห์และคาดการณ์ถึงแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดแรงงานในอีก 12 ปีข้างหน้าโดยเชื่อว่ามีโอกาสที่แรงงานหนุ่มสาวหลายล้านคนทั่วโลกจะกลายเป็นคนตกยุค ล้าสมัยและเสี่ยงตกงาน เนื่องเพราะขาดทักษะหรือไม่มีคุณสมบัติตรงความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งยังบ่งชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า แม้การมาของ Digital Disruption จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆให้มาก มายแต่แรงงานบางส่วนกลับตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะกลายเป็นคนตกยุค!!เมื่อไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการทำงานแบบใหม่ในอนาคต