J&C เติบโตเพิ่มขึ้น 2% สร้างจุดแข็งลุยตลาดต่างประเทศ

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 128 ครั้ง

“จอย แอนด์ คอยน์” เดินหน้าปรับระบบไอทีเต็มรูปแบบรองรับสมาชิกใช้ช่องทางการซื้อสินค้าผ่าน
แอปพลิเคชันเพิ่มมากขึ้น เผยภาพรวมยอดขายปี 2561 เติบโตเพิ่มขึ้น 2% รุกหนักตลาดต่างประเทศเปิดเพิ่มเวียดนาม-จีน เชื่อมั่นภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงปีนี้ยังสามารถเติบโตได้
ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่ากับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ว่าขณะนี้บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำธุรกิจให้มีความทันสมัยมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์ในปี 2562 บริษัทมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพราะในปีที่ผ่านมามียอดขายมาจากการซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน
ของบริษัทมากกว่า 50% หรือคิดเป็น 2ใน 3 ของช่องทางจัดจำหน่ายทั้งหมด โดยในทุกวันนี้ช่องทางการซื้อสินค้าของสมาชิกหน้าร้านมีอยู่เพียง 1 ใน 3 นอกจานี้บริษัทเตรียมที่จะพัฒนาในเรื่องของระบบไอทีของบริษัทเพิ่มเติมอีกด้วย
“ในปีนี้เราเน้นพัฒนาเรื่องของระบบไอทีของบริษัทเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของช่องทางการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของบริษัทที่ทุกวันนี้มีกำลังซื้อผ่านช่องทางนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถทำให้การซื้อสินค้าของสมาชิกมีความสะดวกสบาย นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสมาชิกในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ทำให้บริษัทสามารถที่จะลดต้นทุนในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นได้ถึง 1-2% ส่วนระบบฝึกอบรมของนักธุรกิจยังคงเน้นการพัฒนาให้ความรู้กับนักธุรกิจให้เป็นเจ้าของเฟรนไชส์ JC Shop อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาด้านการบริหารจัดการอย่างครบวงจร”
ขณะที่ภาพรวมในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถรักษาระดับยอดขายได้ในภาวะที่มีวิกฤติทางธุรกิจ ซึ่งสามารถทำยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบด้านการเติบโตมาจากบริษัทอยู่ระหว่างการปรับรูปแบบธุรกิจ เพราะบริษัทได้รับผลกระทบในเรื่องของกลุ่มสินค้าทางการเกษตรยอดค่อนข้างดรอปลง จากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้กลุ่มเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อสินค้าเหมือนในอดีต ทำให้บริษัทต้องเพิ่มในเรื่องของกลุ่มสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยบริษัทมีการเพิ่มเติมในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มมากขึ้น
ส่วนตลาดในต่างประเทศตอนนี้ J&C มีการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อหาโอกาสใหม่เพิ่มจุดแข็งให้กับธุรกิจมีการเติบโต โดยตอนนี้บริษัทมีการเปิดไปแล้วในประเทศเวียดนาม เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย และประเทศจีน ซึ่งตลาดในต่างประเทศมีการเติบโตเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อเดือน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20-30% เพราะบริษัทมีเครื่องมือในการทำธุรกิจและมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักธุรกิจ
“สำหรับภาพรวมในปีนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในทุกๆ บริษัทถ้ามีการโฟกัสวางกลยุทธ์ถูกจุดในการทำธุรกิจ เพราะหลายบริษัทเริ่มมีเครื่องมือในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการดิสรัปชั่นทางเทคโนโลยีเข้ามา เพราะทุกวันนี้ทุกบริษัทจะต้องมีการพัฒนาบริษัทเพื่อรักษายอดขายให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเรื่องของการแข่งขันทางการตลาดคาดว่าในปีนี้ทุกบริษัทต้องแข่งขันกับตัวเองมากกว่า”