พลิกมุม MLM สะท้อนตัวตนที่แท้จริง ล้างมลทินธุรกิจขายฝันจอมปลอม !!

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 116 ครั้ง

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเริ่มสังเกตได้ว่า “ธุรกิจขายตรง” ต่างหันมาโฟกัสกับการตั้งเป้าหมายที่เข้าถึงคนธรรมดาทั่วไปให้สามารถจับต้องได้มากกว่าการเน้นไปที่การสร้างความร่ำรวยชั่วข้ามคืนของแม่ทีมระดับท็อปๆ บางคน ซึ่งการพลิกมุมมองเช่นนี้ช่วยทำให้อุตสาหกรรมขายตรงดู “จริง” ขึ้น (ไม่ใช่ขายฝัน) โดยเฉพาะการสะท้อนภาพชัดเจนที่แสดงให้เห็นตัวตนที่มีคุณค่าที่แท้จริง และพร้อมส่งต่อความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าไปเป็นทอดๆ เช่น ยักษ์ขายตรงไบนารี่ เบอร์หนึ่งของโลก “ยูซานา” ที่ตั้งเป้าในการเข้าถึงแต่ละครอบครัวให้ได้เพิ่มขึ้น 20% ต่อปี และมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และนำพาธุรกิจไปสู่การเติมความสมบูรณ์ให้กับครอบครัวที่มีสุขภาพดีที่สุดในโลก (The healthiest family on earth) ภายใต้หลักการสร้างคุณค่าในการมีชีวิตของผู้คนที่ต้องเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ด้วยการหยิบยื่นโอกาสเหล่านี้ส่งต่อผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน

เช่นเดียวกับยักษ์ขายตรงโมเดิร์นเทรด จอย แอนด์ คอยน์ (J&C) ที่แสดงตัวตนในทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจนโดยนอกจากการวางตัวเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจ (Platform for All) ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในหลากหลายช่องทาง (Omni Channel) แล้วยังพุ่งเป้าสำคัญไปที่การเป็นแหล่งสร้างรายได้สร้างงานสร้างอาชีพ (Job and Career) ให้กับผู้คนมากมายมากกว่าการเป็นแค่บ่อเงินบ่อทองให้กับคนไม่กี่คน!!

หรืออย่างขายตรงค่าย “ไอยรา แพลนเน็ต” ซึ่งประกาศตัวตนบนจุดยืนความเป็น “ขายตรงสีขาว” นับแต่วันเริ่มต้นธุรกิจรวมถึงการยึดมั่นความเป็นครอบครัวที่มีความใส่ใจ แบ่งปันและเติบโตไปด้วยกัน (We Care We Share We Grow) อีกด้วย เป็นต้น

ซึ่งทั้งหมดนี้จะว่าไปก็ดูจะสอดรับกับที่ “เดวิด แวนเดอร์วีน” รองประธานบริษัท Amway Global ยักษ์ขายตรงเบอร์หนึ่งของโลกได้เคยกล่าวถึงประเด็นหลักในการจะทำให้คนจดจำและบอกต่อความชื่นชอบหรือความเชื่อมั่นเชื่อถือออกไปในวงกว้าง ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแสดงตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ธุรกิจอย่างซื่อสัตย์และจริงใจที่สุดเพราะนั่นเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ถึงใจของลูกค้าผู้บริโภคทุกคน รวมถึงการนำเสนอวิธีสื่อสารความจริงใจและการสร้างตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ธุรกิจผ่านช่องทางต่างๆ ต้องเริ่มจาก “การใช้ภาษาง่ายๆ” พยายามเลี่ยงศัพท์เฉพาะหรือภาษาทางการ อย่างเช่นกับคนเล่นสื่อโซเชียล ก็จะชอบการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาเป็นกันเอง และที่สำคัญคือต้องเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่พูดเองเออเองคนเดียว อีกทั้งต้องคอยอัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมคอยมอนิเตอร์ คอยตอบฟี้ดแบ็กของคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องด้วย และในยามใดที่เกิดข้อผิดพลาดก็ต้องกล้ายอมรับตรงๆ และพยายามหาทางแก้ไขอย่างรวดเร็วเพราะการปิดบังหรือการโกหก จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ยิ่งปัจจุบันข้อมูลหาง่ายและอย่าได้ประมาทฝีมือของผู้บริโภคในการขุดค้นสืบเสาะจนเจอต้นตอของปัญหาได้เองในที่สุด
วิธีต่อมาคือ “การให้สมาชิกนักขายมีส่วนร่วม” โดยเน้นการสื่อสารจุดยืนของบริษัทและให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง

นอกจากนี้การทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสมาชิกนักขายในภาคสนามถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจขายตรง เพราะเมื่อสมาขิกนักขายเชื่อมั่นในบริษัท ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ยังพร้อมจะรับฟังและให้การสนับสนุนต่อไป ตามด้วยวิธีการในการที่ต้องคอย “ฝึกอบรมและให้ความรู้” แก่สมาชิกนักขายและทีมบริหารอย่างต่อเนื่องถึงวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ สินค้า และบริการของบริษัทที่พวกเขาจะได้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกันไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและตรงจุด ควบคู่ไปกับ “การบอกเล่าเรื่องราวถึงสิ่งดีๆ ของบริษัท” เช่น โครงการเพื่อสังคม (CSR) ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ (แบบถ่อมตัว) ซึ่งการทำโครงการ CSR ที่ได้ผล จะประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับพันธกิจ (Mission) ของบริษัท 2.เป็นกิจกรรมระยะยาวที่ทำต่อเนื่อง 3.เมื่อทำดีแล้วก็ต้องบอกต่อ 4.มีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือควรเลือกกิจกรรมที่เข้ากับ DNA และค่านิยมของบริษัทอย่างแท้จริง และ 5.การให้พนักงานและสมาชิกมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ดี วิธีการบอกเล่าเรื่องราวถึงสิ่งดีๆ ของบริษัท โดยเฉพาะการเล่าเรื่องผ่าน โซเชียล มีเดีย ที่ดีที่สุด คือ การไม่เน้นฮาร์ดเซลส์ (Hard Sales) และส่วนใหญ่การบอกเล่าเรื่องที่ดี (Story telling) จะเน้นที่การสร้างอารมณ์ร่วม 3 แบบหลักๆ ก็คือ 1.การเล่าเรื่องของคนที่มีตัวตนจริงๆ ที่ชีวิตดีขึ้นหลังจากใช้สินค้าของบริษัทหรือเมื่อได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกนักขายนักธุรกิจของบริษัท  2.การเล่าถึงความพยายามของบริษัทในการช่วยเหลือสังคม และ 3.การเล่าถึงความเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สินค้าหรือบริการที่จะทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นนั่นเอง