เคาะ 548 บริษัทวางประกัน สั่งเชือดขายตรงผี/ออนไลน์เถื่อนเด็ดขาด

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 195 ครั้ง

สคบ. เคาะตัวเลขบริษัทขายตรง-ตลาดแบบตรงวางหลักประกัน แจงหายกว่าครึ่งเหลือเพียง 548 บริษัท  (ตัวเลขโดยประมาณ) จากเดิมกว่า 1,441 บริษัท คิดรวมเป็นจำนวนเงินวางหลักประกัน 37,875,000 บาท โดยแยกเป็นธุรกิจขายตรง 300 บริษัท (ตัวเลขโดยประมาณการ ณ วันนี้) เป็นจำนวนเงิน 19,500,000 บาท และธุรกิจตลาดแบบตรง 218 บริษัท จำนวนเงิน 18,375,000 บาท คาดหวังคัดกรองขายตรงน้ำดี และเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายอย่างทันท่วงที

ด้านมือปราบ “พ.ต.อ.ประทีป” กางแผนงานปี 2562 เร่งสานต่อนโยบายลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทขายตรงและตลาดแบบตรงยังตีมึนไม่วางหลักประกันพบตัดตอนทันที พร้อมตั้งทีมมอนิเตอร์จัดการธุรกิจออนไลน์ไร้ใบอนุญาตลดปัญหาขายตรงลวงโลก สิ้นสุดการรอคอยและนับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ภายใต้การบริหารงานยุคตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. และ พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ที่เข้ามาแก้ปัญหาและส่งเสริมธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงให้ทำธุรกิจตรงไปตรงมา และหนึ่งชิ้นงานสำคัญ คือ การร่างกฎหมายการวางหลักประกันของธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงสามารถดำเนินการสำเร็จลุล่วง เพื่อที่ สคบ. สามารถที่จะนำเงินในการวาง
หลักประกันในการเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายอย่างทันท่วงที

หลังจากที่มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับการวางหลักประกันการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2561 โดยที่มาตรา 38/5 แห่งพระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง ต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 โดยธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงต้องวางเงินหลักประกันตั้งแต่ 5,000-200,000 บาท จากรายได้แต่ละปี พร้อมยกเว้นบุคคลธรรมดาที่มียอดขายไม่เกินปีละ 1,800,000 บาท พร้อมยกเว้นธุรกิจเอสเอ็มอี สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน

พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง เปิดเผยกับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ถึงความเคลื่อนไหวหลังจากสิ้นสุดวันการวางหลักประกันของธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเป็นระยะเวลารวม 90 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นเงินวางหลักประกันการประกอบธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ. 2561 โดยสรุปตัวเลขชัดว่า บริษัทที่เข้ามาวางหลักประกันธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง รวมทั้งสิ้น 548 บริษัท (ปัจจุบันมีรวมทั้งหมด 1,441 บริษัท) รวมเป็นจำนวนยอดเงิน 37,875,000 บาท แยกเป็นธุรกิจขายตรงกว่า 300  บริษัท (ตัวเลขโดยประมาณการ) เป็นจำนวนเงิน 19,500,000 บาท และธุรกิจตลาดแบบตรง 218 บริษัท เป็นจำนวนเงิน 18,375,000 บาท และมีบริษัทที่ต้องวางหลักประกันสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 117 บริษัท เพราะมียอดขายเกิน 100 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป

อนึ่ง!! ก่อนที่จะมีกฎหมายการวางหลักประกันของธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า ในการเข้ามาตรวจสอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อคัดกรองแบ่งแยกอย่างชัดเจนสำหรับธุรกิจสีขาว สีเทา และสีดำ โดยมุ่งตรวจสอบบริษัทขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งได้พบว่าหลายบริษัทมีวิธีการทำธุรกิจที่ผิดระเบียบ เช่น บางบริษัทที่มีใบอนุญาตหลายใบ แต่มีการดำเนินธุรกิจเพียงใบอนุญาตเดียว รวมถึงการที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองและการเปลี่ยนชื่อบริษัท โดยก่อนที่มีการให้วางเงินหลักประกันมีบริษัทขายตรงและตลาดแบบตรงทั้งหมด 1,441 บริษัท แบ่งเป็นธุรกิจขายตรง 995 บริษัท และธุรกิจตลาดแบบตรง 446 บริษัท ซึ่งการยื่นวางหลักประกันในครั้งนี้ทำให้ สคบ. สามารถที่จะคัดกรองว่าบริษัทใดยังคงดำเนินธุรกิจอยู่และบริษัทใดที่ไม่มีการดำเนินธุรกิจแล้ว ส่วนกลยุทธ์หลักในปีนี้ พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. ได้มอบนโยบายให้ติดตามบริษัทที่ไม่นำเงินมาวางหลักประกันว่ามีการประกอบธุรกิจอยู่หรือไม่ เพราะการไม่นำหลักประกันมาวางจะถือเป็นการถูกเพิกถอนทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากนี้จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับบริษัทที่ทำผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ สคบ. ยังเน้นให้ความสำคัญกับตลาดออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้การขายของผ่านตลาดออนไลน์มีค่อนข้างเยอะที่ไม่มีการเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. โดยจะมีการตั้งทีมควบคุมดูแลในเรื่องของธุรกิจออนไลน์ที่กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะ ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

การที่ สคบ. ควบคุมดูแลธุรกิจออนไลน์เข้มงวดมากขึ้น เพราะมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากที่ถูกหลอกลวงในการซื้อสินค้า “ตอนนี้อยู่ระหว่างการวางระบบประสานงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพากร, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตำรวจ เป็นต้น เมื่อมีการประสานงานกับภาครัฐเรียบร้อยแล้ว สคบ. จะมีการเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีการจดทะเบียนกับ สคบ. ว่ามีพาร์ตเนอร์ในการทำธุรกิจกี่บริษัท และทุกบริษัทมีการจดทะเบียนหรือไม่ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการขายของผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการไม่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค” พ.ต.อ.ประทีป กล่าวสรุป