สคบ. เข้มขายแบบตรง ตั้งทีมมอนิเตอร์จับตาออนไลน์เถื่อน

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 64 ครั้ง

เลขาฯ สคบ. ชี้พระราชบัญญัติการวางหลักประกันธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงช่วยคัดกรองธุรกิจสีเทาออกจากอุตสาห-กรรมฯ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เดินหน้าดึงธุรกิจออนไลน์จดทะเบียนเข้าสู่ระบบ สอดรับกฎหมายภาษีแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา การเข้ามาบริหารของ สคบ. ในการคุ้มครองผู้บริโภคภาพรวมยุคนี้ได้มีการ
ควบคุมและดูแลในการแก้ไขกฎหมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 เกี่ยวกับการวางหลักประกันการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นการควบคุมธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง
ให้มีความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อีกส่วนหนึ่งยังเป็นการคัดกรองธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงที่ไม่ได้ดำเนินการแล้วออกจากระบบทะเบียนกับสคบ. โดยยอดสรุปล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 มียอดผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทั้งสิ้น 615 บริษัทที่มีการวางเงินหลักประกัน โดยบางบริษัทจะมีการจดทะเบียนทั้ง 2 แบบในการดำเนินธุรกิจ

“สำหรับธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรงถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีถ้าดำเนินธุรกิจแบบตรงไปตรงมา สามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับคนภายในประเทศ สร้างรายได้ สามารถทำให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว การออกกฎหมายการวางหลักประกันในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเยียวยาคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ยังเป็นการคัดกรองธุรกิจที่ดีออกจากธุรกิจสีเทาที่เป็นผลเสียต่อธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง นอกจากนี้สคบ. ยังต้องดำเนินการตรวจสอบทุกบริษัทต่ออีกชั้นหนึ่งว่าด้วยเรื่องการส่งรายงานผลประกอบการของทุกบริษัท ซึ่งจะเป็นการคัดกรองธุรกิจที่ไม่ดีออกจากอุตสาหกรรมนี้”

ส่วนกลยุทธ์หลักในการทำงานปีนี้ สคบ. จะดำเนินการในเรื่องของการจดทะเบียนสำหรับบุคคลที่ทำธุรกิจออนไลน์ หรือ อี-มาร์เก็ตเพลส เพื่อการนำธุรกิจออนไลน์เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกกฎหมาย ทำให้ สคบ. สามารถที่จะควบคุมดูและและส่งเสริมธุรกิจได้ สำหรับตัวบุคคลที่จะต้องเข้ามาจดทะเบียนต้องเข้าหลักเกณฑ์การมีรายได้ต่อปี 1,800,000 บาทขึ้นไป ซึ่งสามารถเข้ามาจดทะเบียนกับนายทะเบียนโดยตรง หรือการจดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ โดยตอนนี้ สคบ. ได้มีการตั้งทีมมอนิเตอร์ในการตรวจสอบออนไลน์เถื่อนอีกด้วย

อนึ่ง การนำเข้าธุรกิจออนไลน์เข้าสู่ระบบของสคบ. สอดคล้องกับการออกกฎหมายภาษีออนไลน์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวัน 20 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประกาศกฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้ 21 มีนาคม 2562 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 หรือกฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 การออกกฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติกำหนดให้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับการดำเนินการของภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกประชาชน ซึ่งรวมถึงการชำระภาษี โดยการบังคับใช้กฎหมายในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจออนไลน์ หรือทำธุรกรรมทางการเงินจะต้องมีความระมัดระวัง โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีวอยเล็ต) มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะให้กรมสรรพากร คือ ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป หากผู้มีหน้าที่รายงานไม่ปฏิบัติตาม อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจลงโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงอัตราโทษสำหรับกรณีเจ้าพนักงานเปิดเผยข้อมูลของผู้เสียภาษี หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ให้มีความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อีกส่วนหนึ่งยังเป็น การคัดกรองธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจแล้วออกจากระบบทะเบียนกับ สคบ. โดยยอดสรุปล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 มียอดผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทั้งสิ้น 615 บริษัทที่มีการวางเงินหลักประกัน โดยบางบริษัทจะมีการจดทะเบียนทั้ง 2 แบบในการดำเนินธุรกิจ