จับตา! MLM ต่างชาติบุกไทย “สหรัฐฯ-เกาหลี” เขย่าตลาดตื่น

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 208 ครั้ง

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงไทยปี’61หดตัว1.69%มีมูลค่าตลาดรวม69,800 ล้านเหตุเศรษฐกิจพ่นพิษตลาดออนไลน์โตชี้แม้ตลาดโดยรวมเฉาแต่ธุรกิจMLMยังเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ดูดใจนักลงทุน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติป้ายแดงเปิดศึกท้าชนเศรษฐกิจดิ่งมาพร้อมเป้าหมายที่ไม่ธรรมดา “อาเซีย รีดอกซ์”ทุ่มสุดตัวตั้งเป้าสิ้นปี1,000ล้าน “ลิฟเพียว”เล็งดันไทยเป็นฮับเอเชีย และ“เวิลด์ โกลบอล” ฮึดสู้ชูผู้นำนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และมาแรงไม่แพ้กัน MLMแดนกิมจิ “อะโทมี่”ชูสินค้าคุณภาพราคาจับต้องได้ ขณะที“จาฟรา”ขายตรงแคลฟฟอเนีย มาดังไปเงียบแว่วถูกเทคโอเวอร์เปลี่ยนโฉมใหม่

จากข้อมูลล่าสุดของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ได้ฉายภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงไทยในปีที่ผ่านมา2561 มีมูลค่าตลาดรวม69,800 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ลดลงประมาณ 1.69% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้ 2560 ตลาดมีมูลค่ารวมมากกว่า 70,000 ล้านบาท โดยเกิดจากปัจจัยลบสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำส่งผลในเรื่องกำลังซื้อ ผู้บริโภคจับจ่ายลดลง รวมถึงภาวการณ์แข่งขันสูงผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นขณะที่กลุ่มสินค้าขายดีมียอดขายสูงสุด ได้แก่ กลุ่มอาหารเสริม 56% กลุ่มความงามและดูแลผิว 28% กลุ่มสินค้าภายในบ้าน 8% และอื่นๆ 8% ซึ่งเชื่อว่าปีนี้สินค้าเสริมอาหารยังครองยอดขายอันดับหนึ่ง

แม้วันนี้อุตสาหกรรมขายตรงไทยจะหดตัวไม่หวือหวาเหมือนในอดีต 10-20 ปีก่อนที่ได้สร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นกับบริษัทและผู้จำหน่ายขายตรงยักษ์ใหญ่ที่ปักหลักในไทยมาช้านาน และเวลานี้ยังคงขับเคลื่อนทัพได้ดี อาทิ แอมเวย์, เฮอร์บาไลฟ์, ยูนิซิตี้, ซูเลียน, นู สกิน, BWL และ เพอร์เฟค รีซอร์เซส เป็นต้น แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือตกต่ำแค่ไหนธุรกิจขายตรงก็ยังคงเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ที่นักลงทุนข้ามชาติให้ความสนใจ และในช่วงระเวลา 3-5 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทขายตรงข้ามชาติหน้าใหม่ประกาศตัวกระโดดลงสนามแข่งขันหลายค่ายด้วยกัน ส่วนค่ายไหนมาแรงไปดูกัน

เริ่มต้นที่ บริษัท อาเซีย รีดอกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทลูกของ อาเซีย โกลเบิล จากรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เงินทุนหนาเปิดดำเนินธุรกิจร่วม 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 โดยเวลานี้ได้สยายปีกสาขา 33 ประเทศทั่วโลก ต่อมากลุ่มอาเซียโกลเบิลได้จดทะเบียนดำเนินธุรกิจ ภายใต้ บริษัท อาเซีย รีดอกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารคนไทยประสบการณ์สูง สุชาติ ไชยชะนะ ซึ่งเหตุผลหลักที่ อาเซีย รีดอกซ์ ได้ขยับตัวเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทย เพราะได้เล็งเห็นโอกาสการตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้นภายใต้กลยุทธ์สร้างแตกต่าง ยั่งยืน และมีเอกลักษณ์ โดย อาเซีย รีดอกซ์ ประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา นำร่องด้วยสินค้าความงามสกินแคร์ RENU 28 และกำลังตามมาด้วยกลุ่มเครื่องดื่ม โดยมีสำนักงานในไทยตั้งอยู่ที่ตึกจี ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 16 โดยวางเป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้
1,000 ล้านบาท

มาแรงไม่แพ้กัน สำหรับน้องใหม่ “ลิฟ เพียว” อีกหนึ่งก้าวครั้งสำคัญของ ลิฟ เพียว โกลบอล ภายใต้การนำทัพของ เจมส์ อี วัตสัน รองประธานภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ลิฟ เพียว (ประเทศไทย) จำกัด มาพร้อมเป้าหมายที่ต้องการจะตั้งประเทศไทยเป็นฮับ การขยายตลาดเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในภูมิภาคนี้ สำหรับ ลิฟ เพียว โกลบอล เปิดดำเนินธุรกิจทั่วโลกมาแล้วกว่า 10 ปี ตอนนี้มีสาขาทั่วโลกแล้วหลาย
ประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กาน่า ไนจีเรีย และประเทศไทย โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ ได้แก่ สปป.ลาว, กัมพูชา, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ส่วนสินค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.สินค้าเพื่อความงาม และ 2. สินค้าเสริมอาหารต่อมาขายตรง WOR(L)D Global Network บริษัทขายตรงสัญชาติอเมริกัน เปิดดำเนินธุรกิจในไทยได้ 3 ปีกว่า ได้ถือกำเนิดในปี 2005 ด้วยวิสัยทัศน์ของ ฟาบิโอ้ กาลดิโอ้ ที่ดำรงตำแหน่ง ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ โกลบอล เน็ตเวิร์ค จำกัด และเดินหน้าสู่การเปิดบริษัทเครือข่ายที่เน้นการคิดนอกกรอบ เน้นความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ด้วยพลังสุดยอดนวัตกรรมสายรัดข้อมืออัจฉริยะ ฮีโล่ แอลเอ็กซ์ (HELO LX) และไบโอเซน (BioZen) สติ๊กเกอร์ดูแลสุขภาพ แม้ที่ผ่านมาเวิลด์จะเจอบททดสอบธุรกิจในไทยมากมายที่ถือเป็นบทเรียนแต่ก็ไม่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักพร้อมประกาศลั่นเดินหน้าสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจ บนพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ยึดมั่นในการทำธุรกิจที่ยึดถือความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งธุรกิจ ไลฟ์เวนเทจ คอร์ปอร์เรชั่น จากรัฐยูทาห์ กุมบังเหียนโดย ดาร์เร็น เจนเซ่น ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดดำเนินธุรกิจในไทยในนาม บริษัท ไลฟ์เวนเทจ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ราว 4-5 ปี ส่วนบริษัทแม่ยืนหยัดในวงการเครือข่ายราว 10 ปี แม้ว่าบริษัทไม่ค่อยเปิดตัวออกสื่อมากนักแต่ก็ยังขับเคลื่อนธุรกิจได้ดี มาพร้อมกับเป้าหมายนโยบายดันฐานทัพธุรกิจในประเทศไทยเป็นประตูขยายตลาดไปยัง ประเทศอื่นๆ ในตลาดอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสินค้าหลักเทคโนโลยีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์ชุดดูแลบำรุงผิวหน้า ต่อมาขายตรงเกาหลีใต้ “อะโทมี่” (Atomy) เกิดขึ้นภายใต้หลักการการขายสินค้าคุณภาพดีในราคาถูก กลยุทธ์ในการสร้างสินค้า Masstige ของอะโทมี่ คือ การผลิตสินค้าคุณภาพดีมีระดับและขายในราคาที่จับต้องได้และยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ แต่ไม่มีเงินทุนมาทำธุรกิจได้ จากจุดแข็งนี้ทำให้อะโทมี่ได้ผลตอบรับที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก บริษัท อะโทมี่ จำกัด ก่อตั้งในปี 2009 และขยายสาขาไปยังต่างประเทศ เริ่มที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก ตามด้วยสาขาประเทศญี่ปุ่น แคนาดา ไต้หวัน สิงคโปร์ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ตามลำดับ ส่วน อะโทมี่ สาขาประเทศไทย เปิดดำเนินธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2017 และผลของการบุกเข้าสู่ตลาดสากลด้วย กลยุทธ์สินค้า Masstige ทำให้บริษัทได้รับรางวัลท็อปมูลค่าส่งออกอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้วันนี้อะโทมี่กลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงตลาดแบบเครือข่ายที่น่าสนใจ

ทิ้งท้ายอีกหนึ่งค่ายมาเร็วไปไว “จาฟรา” จากรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นบริษัทในเครือวอร์เวิร์คกรุ๊ป (VORWERK) ซึ่งมีเครือข่ายสาขากว่า 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ โซนอเมริกาเหนือ, ลาตินอเมริกา, ยุโรปและเอเชีย แม้จะไปได้สวยในตลาดโลก แต่สำหรับประเทศไทยกลับเจอตอจนได้ หลังแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ไม่นานแต่สุดท้ายต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน ปิดตัวเงียบอีกราย ส่วนสาเหตุนั้นแว่วมาว่ามีนายทุนเงินหนาได้เข้ามาเทคโอเวอร์ธุรกิจเตรียมเปลี่ยนโฉมหน้าตาใหม่ ส่วนคนกุมทัพจะเป็นผู้บริหารหญิงแกร่งคนเดิมหรือไม่นั้นลุ้นกันต่อไป