“ปิยะนันท์ ทิมโพธิ์กลาง – ประณัฐ เปาชัย” Diamond Aser Team From ASEA REDOX Thailand ที่นี่คือบ้านหลังสุดท้ายของพวกเรา

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 161 ครั้ง

“ASEA จะเป็นที่สุดท้ายสำหรับเรา ทั้งที่ในการทำธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่แรก เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าธุรกิจนี้จะมีจุดสุดท้าย ที่นี่เหมือนเป็นที่เติมพลังชีวิต และพลังใจ ซึ่งบริษัทในตอนนี้ได้ก้าวข้ามความกลัวไปแล้ว กลายเป็นความหวัง และต่อไปจะกลายเป็นสร้างความเชื่อมั่นให้ได้อย่างลึกล้ำ เพราะมีผู้บริหารที่ทำให้เรามั่นใจ และเชื่อได้แบบหมดใจ”

แหม่ม – ปิยะนันท์ ทิมโพธิ์กลาง และ เอ็ม – ประณัฐ เปาชัย 2 ผู้ก่อตั้งระบบ Aser126 ทีม Diamond Aser ของธุรกิจเครือข่ายน้องใหม่สัญชาติอเมริกัน ASEA REDOX กับการทำงานในวงการนี้มาถึง 10 ปี ประสบความสำเร็จมากับทุกที่ที่เข้าไปร่วมธุรกิจ อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าที่นี่จะเป็นที่สุดท้ายในการทำธุรกิจเครือข่าย วันนี้ Hall of Fame มีคำตอบมาให้ทุกคนได้ร่วมรับรู้ไปพร้อมกัน

แหม่ม จบบริหารธุรกิจ ด้านการจัดการทั่วไป ส่วนเอ็ม เคยทำงานด้านไปรษณีย์มา 13 ปี แหม่ม คือคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายมาตั้งแต่จบการศึกษา และประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่เจอธุรกิจที่ทำให้เธอไปถึงในสิ่งที่หวัง

ส่วน เอ็ม เมื่อเกิดความคิดว่าการรับราชการที่ทำอยู่แม้จะได้ความมั่นคง แต่การก้าวไปแตะเงินล้าน คงมีโอกาสเป็นไปได้ยาก จึงลาออกมาด้วยความไม่เห็นด้วยของครอบครัว จนถึงกับต้องเดินทางไปหาสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อกลับมาเขาก็มีความคิดว่าการกลับไปจุดเดิมคือทำงานประจำนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงตั้งคำถามกับแหม่มว่า การทำธุรกิจเครือข่ายนั้นคุ้มค่าจริงหรือ เป็นการจุดประกายให้แหม่มเกิดความคิดที่จะต้องทำให้เอ็มเห็นให้ได้ว่า เครือข่ายนั้นสามารถสร้างชีวิตได้อย่างแท้จริง

“แหม่มทำเครือข่ายมาประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนจะมาพบ ASEA ก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ มองหาว่า อะไรที่ใช่สำหรับเราบ้าง เพราะบางทีใช่ แต่ก็อยู่กับเราไม่ทน อาจเป็นเพราะเราเลือกผิด หรือไม่ถูกจริต จึงมองหาสิ่งที่คลิกกับเราจริงๆ จนสุดท้ายก็มาพบกับที่นี่”

ทั้งคู่พยายามตามหามาตลอดว่า ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร เพราะโจทย์ของพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่ “ความสำเร็จ” หรือโหยหาว่าจะต้อง “Passive Income” แต่แก่นแท้ของธุรกิจนี้ต่างหากที่พวกเขาต้องการ และสุดท้ายก็ได้ค้นพบว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการทำธุรกิจแบบเดี่ยวๆ แต่คือการสร้างทีมขึ้นมา และก้าวเดินไปพร้อมกัน

และ ASEA ก็เข้ามาเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับทั้ง 2 คน เพราะจากที่ เอ็ม ไม่เคยคิดทำธุรกิจเครือข่าย แต่กลับกลายมาเป็นผู้สนับสนุน โดยเกิดจากความเชื่อในตัวผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้บิดาซึ่งเป็นแผลเบาหวานมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาเห็นว่าสินค้าที่นี่ดีจริง จึงเริ่มบอกต่อโดยที่ไม่เคยทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อนเลย แต่กลับทำให้เกิดผลลัพธ์ในการขยายเครือข่ายไปได้อย่างรวดเร็ว

“เราเข้ามาใน ASEA โดยที่ผู้บริหารไม่เคยถามเรื่องยอด แต่กลับถามว่าเราต้องการอะไร ซึ่งเมื่อเราได้ยื่นโปรเจ็กต์ให้เขาดู เขาก็ทำตามอย่างที่เราคิด ส่วน เอ็ม ที่ชอบและอยากเข้ามาทำก็เพราะได้ช่วยเหลือคน และชอบที่จะได้รับฟี้ดแบ็กกลับมาว่าใช้ผลิตภัณฑ์แล้วอาการที่เป็นอยู่ดีขึ้นจริง”

ส่วนเรื่องการทำงานของทั้งคู่นั้น จะมีการสร้างระบบเป็นของตัวเองขึ้นมาชื่อว่า Aser126 โดยมี Black Office ของบริษัท ที่เป็นระบบ Online รองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่เป็นสองรองใคร เพราะเพียงสมัครแรกเข้า จะมี Website เป็นของตัวเอง พร้อมกับมี Website ขายของให้แบบเบ็ดเสร็จ ที่สำคัญสามารถเช็กยอดได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นข้อการันตีให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการโกงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนการส่งของนั้นก็เป็นไปอย่างกระชับฉับไว สุดท้ายด้านแผนการตลาดทั้งคู่ก็บอกว่า ที่นี่จ่ายให้เยอะมากๆ

สำหรับเป้าหมายภายในปี 2562 นี้ แหม่ม และเอ็ม พร้อมกับทีมของพวกเขาที่ชื่อว่า Diamond Aser จะทำการสร้าง Diamond 128 รหัส เพิ่มสมาชิกใหม่ในทีม 10,000 รหัส กระจายสาขา Diamond Aser ให้ครบ 5 ภูมิภาค 128 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งพวกเขาบอกกับเราว่า เป็นการทำงานแบบยุทธการป่าล้อมเมือง ซึ่งสุดท้ายก็คือการจับมือกับบริษัทมุ่งสู่ 1,000 ล้านบาทให้จงได้

“จากที่เราเคยทำธุรกิจเครือข่ายมา อัพไลน์จะคอยแต่เช็กยอดว่าเราทำได้เท่าไหร่ แต่ไม่เคยสนใจดูแลอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ซึ่งตอนนี้พวกเราได้ขึ้นมาอยู่ในจุดนี้เอง จะไม่มีทางทำแบบนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะเราคิดเสมอว่า ทุกคนคือ “ทีม” คือ “ครอบครัว” เครือข่ายหมดยุคของการเคลื่อนคน ใส่สูท ผูกไท ปรบมือ แล้ว แต่คือการโฟกัสว่าเรามีแรงทำเท่าไหร่ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาเท่านั้น ไม่ใช่การขายฝันอีกต่อไป สิ่งที่เราจะทำได้ในธุรกิจนี้ก็คือ การพูดความจริงทั้งหมดออกมา”

ที่ ASEA จะเห็นทุกคนเป็น “คน” ผู้บริหารจะใส่ใจทั้งคนทำงานให้กับบริษัท และกับนักธุรกิจ ตอนที่เราลงจากเวที Grand Opening จึงเกิดความคิดว่า ที่นี่จะเป็นที่สุดท้ายสำหรับเรา ทั้งที่ในการทำธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่แรก เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าธุรกิจนี้จะมีจุดสุดท้าย ที่นี่เหมือนเป็นที่เติมพลังชีวิต และพลังใจ ซึ่งบริษัทในตอนนี้ได้ก้าวข้ามความกลัวไปแล้ว กลายเป็นความหวัง และต่อไปจะกลายเป็นสร้างความเชื่อมั่นให้ได้อย่างลึกล้ำ เพราะมีผู้บริหารที่ทำให้เรามั่นใจ และเชื่อได้แบบหมดใจ