อัพเลเวลขายตรงให้ก้าวล้ำ!? อัพพลังสมองคนคุมสมองกล

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 113 ครั้ง

เป็นที่สังเกตได้ว่าหลายต่อหลายประเทศทั่วโลกต่างพากันชูธงนำนวัตกรรมมาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะ “นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) สมองกลอัจฉริยะ” ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา PwC (PricewaterhouseCoopers)
ก็ได้ทำการศึกษาข้อมูลพบว่า “AI สมองกลอัจฉริยะจะช่วยทำให้จีดีพี (GDP) ของโลกเติบโตมากขึ้นถึง 14% ในปี ค.ศ. 2030” และนั่นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า “AI สมองกลอัจฉริยะ” จะนำมาซึ่งโอกาสมหาศาลทางธุรกิจรวมทั้งเป็นเทรนด์การลงทุนในทางธุรกิจที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป นับรวมไปจนถึงเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงทั้ง AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการตลาดจากการนำความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาเสริมในการสร้างประสบการณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าผู้บริโภค พร้อมทั้งมองว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกค้าผู้บริโภคนั้นถือเป็นหนทางที่ดีที่สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ได้ด้วยนั่นเอง

ไม่เว้นแม้แต่ “ธุรกิจขายตรง” ในยุคดิจิทัลยุคนี้ซึ่งเริ่มเห็นค่ายขายตรงได้นำเทคโนโลยีล้ำหน้าทั้ง
AI, AR และ VR มาพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดให้กับสมาชิกนักธุรกิจ เช่น ค่ายขายตรงโมเดิร์นเทรด จอยแอนด์ คอยน์ (J&C) ที่พัฒนาแอพพลิเคชั่น JC M-Commerce ขึ้นมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในการทำธุรกิจโดยมีฟังก์ชันต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชัน E-learning สำหรับสอนธุรกิจรวมทั้งมีเทคโนโลยี AI เข้ามาเกี่ยวข้องในการช่วยวิเคราะห์คัดกรองดูความถนัดความสามารถความชอบหรือความสนใจที่มีอยู่ในตัวคนที่เป็นสมาชิกนักธุรกิจพร้อมดึงข้อมูลเป็น Big Data มาวิเคราะห์ให้อย่างละเอียด, ฟังก์ชันที่เป็น AR และ VR ,ฟังก์ชัน Live-Chat-Share, ฟังก์ชันในการเข้าถึงข้อมูล การรับรู้ข้อมูลและการใช้ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถนำเอาข้อมูลไปใช้ไปบอกต่อหรือไปบริหารจัดการได้รวมถึงฟังก์ชันที่เป็นผู้ช่วยส าหรับใช้เช็กดูสุขภาพก็ได้พัฒนา ขึ้นมารองรับสังคมสูงวัยอีกด้วย เช่นเดียวกับค่ายขายตรง แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม นั้นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการ ตลาดอย่าง “ณพวิทย์ สัตย์เพริศพราย” เคยให้ข้อมูลถึงการพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดที่ทันสมัยของบริษัทฯภายใต้แอพพลิเคชั่น “Happy Solution” มาเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับสมาชิกนักธุรกิจในการทำการตลาดโดยง่ายผ่านเทคโนโลยี AR เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกนกับรูปสินค้าก็จะเห็นภาพเสมือนจริงของสินค้าปรากฏขึ้นมาเหมือนมีสินค้าจริงมาให้ชมอยู่ตรงหน้าทันที หรือหากจะนำเสนอธุรกิจก็จะมีภาพเคลื่อนไหวปรากฏขึ้นมาอธิบายแบบกระชับทันสมัยเข้าใจง่ายเพื่อแนะนำธุรกิจให้กับคนอื่นได้ง่ายดายมากขึ้น เรียกว่ามีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็สามารถเริ่มท าธุรกิจได้ทุกที่ทั่วโลก

ส่วนในด้านผู้บริหารรุ่นใหม่ ฐัช หัชลีฬหา ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร J&C ก็ได้สะท้อนมุมมองน่าสนใจถึงเทรนด์การนำนวัตกรรมความล้ำหน้าเข้ามาเสริมในการสร้างประสบการณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าผู้บริโภคว่า ที่ประเทศ “ดูไบ” ในร้านสตาร์บัคส์ (Starbusks) นอกจากจะไม่มีคนต่อแถวรอซื้อกาแฟคิวยาวๆแบบบ้านเราแล้วยังไม่มีคนชงกาแฟ (Barista) และไม่มีแคชเชียร์ กระทั่งสุดท้ายถึงรู้ว่า ร้านเล็กๆ แต่ยอดขายไม่เล็กตามเพราะทุกอย่างใช้ระบบ Machine เครื่องจักร Digital ชงกาแฟแทนคนพร้อมชำระเงินออนไลน์ (Online) เน้นความรวดเร็ว (Speed) สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าซึ่งคนตะวันตกเรียกว่า New Customer Experience

“เมื่อเวลาผ่านไปงานจะถูกทดแทนด้วยนวัตกรรม (Innovation) เช่น เครื่องจักร, คอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์หรือสมองกลอัจฉริยะ ส่วน Productivity ก็คือการใช้แรงงานและคนน้อยลง แต่ใช้เครื่องมือและเครื่องจักรสร้างผลผลิตที่มากขึ้น ยิ่งโลกพัฒนาไปมากแค่ไหน เครื่องจักรกับหุ่นยนต์ก็จะแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเคยอ่านหนังสือ Zero to One ของ Peter Thiel (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท PayPal และนักลงทุน Angel Investor คนแรกของ Facebook ที่ว่าด้วยหลักการสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมและแนวคิดในการสร้างโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่สามารถยกระดับมนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ยังได้ชี้ชัดขึ้นไปอีกว่าการที่คนจะยอมทิ้งสิ่งเก่าแล้วเปลี่ยนไปใช้สิ่งใหม่!! สิ่งนั้นต้องดีกว่าเดิม 10 เท่า ซึ่งการแก้ปัญหาและการสร้างประโยชน์ที่พูดถึง ต้องคุ้มค่ามากพอให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ หรือเป็นคุณค่า (Value) ที่มากกว่า”

และไม่ว่าจะอย่างไรแม้เราจะอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีสมองกลอัจฉริยะสามารถมาแทนที่คนได้ แต่ในแง่การทำธุรกิจก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าผู้บริโภคก็ยังต้องการแบรนด์ที่มีความ Real หรือเป็นแบรนด์ที่มี Human Touch มีความเป็นคนที่สามารถเชื่อถือเชื่อใจได้รวมทั้งยังต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาและเข้าใจเข้าถึงหัวใจของผู้บริโภคให้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ขณะที่ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จอย แอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C) เน้นย้ำเช่นกันว่า แม้ในช่วง 3 ปีนับจากปีนี้ของ J&C จะได้วางกลยุทธ์สำคัญ O2O2M หรือ Online to Offline to Multilevel (หรือ Modern Marketing) เอาไว้รองรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นมาก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังเน้นพัฒนา “คน” และพยายามขับเคลื่อน “คนให้เก่ง” โดยมีเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย เหมือนเช่นแอพพลิเคชั่น JC M-Commerce ที่พัฒนาขึ้นก็เพื่อนำมาช่วยยกระดับสมาชิกนักธุรกิจ J&C ให้เป็นมนุษย์ 4.0 ที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือทำธุรกิจหรือทำมาหากินได้ เพราะยุคดิจิทัลยุคนี้หากใครใช้มือถือไว้โทรคุยอย่างเดียวก็คงเป็นได้แค่มนุษย์ 1.0 และยิ่งถ้าใครไม่มีความรู้ใดๆเ ลย ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นบุคคลไร้ประโยชน์ที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมยุคใหม่

“…ถึงนวัตกรรมปัญญา ประดิษฐ์ AI หรือสมองกลอัจฉริยะ จะเป็นเทรนด์การลงทุนในทางธุรกิจที่เราไม่ควรมองข้ามแต่อย่างไรก็ตามคนก็ยังส าคัญกว่าอยู่ดีเพราะ AI มีชิพแค่ดึงชิพออกก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแต่คน
มีหัวใจมีความรู้ความสามารถที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้และคนที่เก่งสำหรับยุคใหม่ยุคนี้ก็คือคนที่สามารถควบคุมสมองกลอัจฉริยะ AI ได้…”

ซึ่งก็สอดรับกับงานวิจัยที่ไมโครซอฟต์และไอดีซีได้ทำร่วมกับแนวทางการพัฒนาไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI โดยชี้ชัดว่าธุรกิจไทย 77% ยังเชื่อมั่นกับการลงทุนในตัวพนักงานให้ทัดเทียมหรือมากกว่าเทคโนโลยี AI ส่วนเรื่องผลกระทบจาก AI ต่อการทำงานในอนาคตนั้นทั้งในส่วนผู้นำองค์กร 77% และ 58% ของพนักงานต่างมองไปในทางเดียวกันว่า AI จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้พวกเขาสามารถทำงานได้ดีขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ในขณะที่ผู้นำธุรกิจ 13% และแรงงาน 19% มองเห็นโอกาสใหม่ๆ จากตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ และมีผู้นำธุรกิจเพียง 5% และพนักงาน 13% เท่านั้นที่เชื่อว่า AI จะมาแย่งงานจากมนุษย์ นอกจากนี้งานวิจัยฉบับดังกล่าวในส่วนผู้นำองค์กรธุรกิจไทยยังระบุว่า ทักษะที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับบุคลากรในอนาคต ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ (52%) ทักษะทางดิจิทัล (51%) และทักษะการคิดวิเคราะห์หรือทักษะด้านสถิติ (50%)