คปภ. ชี้ปี 62 เป็นปีแห่งการพัฒนา พร้อมเสริมอุตฯ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 78 ครั้ง

คปภ. จัดสัมมนาวิชาการประกันภัยครั้งที่ 6 ประจำปี 2562 (Thailand Insurance Symposium 2019) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ด้านการนำนวัตกรรมประกันภัยใหม่มาปรับใช้ในเชิงปฏิบัติ ภายใต้ธีมงาน “การนำเทคโนโลยีด้านการประกันภัยมาใช้ในเชิงรุก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจประกันภัย”

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า การจัดงาน Thailand Insurance Symposium 2019 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีเปิดกว้างและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้กับธุรกิจประกันภัยในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างโอกาสทางพันธมิตรเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันทั้งในภาคส่วนธุรกิจประกันภัยและธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยเติบโตในตลาดการเงินของประเทศไทย และในขณะเดียวกันประชาชนผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน

ในงานสัมมนาครั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวว่าสำหรับปี 2562 สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดทิศทางนโยบายการดำเนินงานให้เป็น “ปีแห่งการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมประกันภัยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งแนวคิดในการจัดงานสัมมนาวิชาการด้านการประกันภัยในปีนี้จึงสอดคล้องกับการดำเนินงานและการขับเคลื่อนนโยบายในเชิงรุกของสำนักงาน คปภ. เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจประกันภัย โดยมุ่งเน้นสนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัยและการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อธุรกิจประกันภัยใน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย

มิติแรกคือการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมประกันภัย ด้วยการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ลดต้นทุนการประกอบธุรกิจประกันภัย ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัย 2) ด้านการขาย 3) ด้านการพิจารณารับประกันภัย 4) ด้านการจัดการค่าสินไหม โดยในช่วงที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหลากหลายส่วน โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัว Application “Me Claim” ที่เชื่อมต่อกับ Application “Police i Lert u” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มิติที่สองคือการเสริมสร้างความรู้และการเข้าถึงการประกันภัย ผ่านการพัฒนาช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของสำนักงาน คปภ. ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการให้ความรู้เชิงรุกผ่านโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สอดคล้องกับความต้องการและความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก ให้สามารถเข้าถึงและนำระบบประกันภัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยโดยเฉพาะการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร

มิติที่สามคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน ผ่านการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดประกันภัยในภูมิภาคอาเซียนผ่านการจัดทำหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้มีการลงนามความตกลง MOU กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สปป. ลาว และกัมพูชา และมีการจัดตั้งโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัยนิติบุคคล หรือ FinTech Firms ที่ร่วมกับบริษัทประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล สามารถนำนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ/หรือลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ มาทดลองประกอบธุรกรรมภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลของ สำนักงาน คปภ.
มิติสุดท้ายคือการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประกันภัย ด้วยการพัฒนาและยกระดับบุคลากรประกันภัยผ่านสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงาน คปภ. ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านประกันภัยระดับสูงของประเทศ ทั้งด้านความรู้ จริยธรรม และเพิ่มทักษะด้านการประกันภัยระดับสูงให้แก่บุคลากรประกันภัยทุกฝ่าย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการประกันภัย

“สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อม สิ่งสำคัญที่สำนักงาน คปภ. คำนึงถึงอยู่เสมอ คือ การกำหนดแนวนโยบาย การพัฒนาระบบงานต่างๆ และการพัฒนากฎระเบียบที่รองรับและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความต้องการจากทั้งภาคธุรกิจและสังคมอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมประกันภัยในยุคดิจิทัล ให้มีความทันสมัย สอดรับกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย เกิดการแข่งขันในเชิงสร้างสรรค์ และประชาชนมั่นใจได้ว่าการทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทประกันภัยจะได้รับการดูแลให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน” ดร.สุทธิพล กล่าว