ส.ประกันวินาศภัยฯ ลุยลดอุบัติเหตุ เดินหน้าอินชัวรันซ์บูโร หารือกับสำนักงานคปภ.

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 89 ครั้ง

สมาคมประกันวินาศภัยไทย เตรียมวางแผนรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนปีละ 10% อีกทั้งกำลังวางแผนเดินหน้า “อินชัวรันซ์บูโร” โดยหารือกับทางสำนักงาน คปภ.ให้ส่งข้อมูลบางส่วนกลับมายังสมาคม และยังเป็นตัวกลางในการสนับสนุนบริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็กที่ต้องการจะควบรวมกิจการ

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยปีนี้ มองว่า เบี้ยรับรวมทั้งระบบน่าจะโต 6.2% ใกล้เคียงปีก่อน เพราะยอดขายรถยังดี และเห็นการทรานส์ฟอร์มไปสู่รถไฟฟ้า ดังนั้น ตลาดรถยนต์ในไทยจึงไม่น่าห่วง ส่วนการบริโภคในประเทศ เมื่อดูภาคเกษตรที่ค่อยๆดีขึ้น เหลือแต่น้ำมันปาล์ม รวมไปถึงมีนโยบายรัฐที่ให้นำไม้ยืนต้น ไม้หวงห้ามมาใช้เป็นหลักประกันได้ ถือว่าเปิดช่องให้ธุรกิจประกันเข้าไปคิดค้นผลิตภัณฑ์มาขายได้ น่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้มากขึ้น

อีกทั้งยังกล่าวว่าในปี 2562 มีจุดยืนในการนำธุรกิจประกันภัยไปช่วยบริหารความเสี่ยงประเทศ โดยเริ่มเตรียมแผนงานใหม่ที่จะทำในปีนี้ คือการรณรงค์อุบัติเหตุทางถนน เพื่อลดคนเจ็บและคนตาย ถึงแม้จะจัดอันดับคนไทยตายจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงจากอันดับ 2 เป็นอันดับ 9 ของโลก แต่ต้องถือว่า ยอดผู้เสียชีวิตยังสูง เฉลี่ยแล้ว 2 หมื่นคนต่อปี โดย 78% เป็นผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ โดยในปีนี้ตั้งใจอยากลดอัตราคนเจ็บและคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนลง 10% โดยกำลังวางแผนปฏิบัติงานชวนหน่วยงานรัฐมาเป็นเจ้าภาพ ซึ่งสมาคมยินดีสนับสนุนข้อมูลจุดเกิดเหตุและงบประมาณบางส่วน เพื่อลงพื้นที่สำรวจคนเกิดให้ตรงจุด

ในปีนี้สมาคมและบริษัทกลางฯจะเชิญเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อลดอัตราผู้เสียชีวิตให้ต่ำกว่า 2 หมื่นคนต่อปีให้ได้

นอกจากนั้นในปีนี้น่าจะเดินหน้าอินชัวรันซ์บูโร (IBS) อย่างไม่ต้องกังวลผลกระทบเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนัก เนื่องจากกฎหมายระบุชัด หากภาคธุรกิจนำข้อมูลไปใช้ในกรอบที่แจ้งไว้กับลูกค้าสามารถทำได้ ขณะนี้กำลังหารือ คปภ.ให้ส่งข้อมูลบางส่วนกลับมายังสมาคมที่จะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูข้อมูล โดยบางเรื่องอาจทำได้เลย บางเรื่องก็ยัง อย่างกรณีข้อมูลฉ้อฉลประกันภัย ที่ต้องมีกฎระเบียบออกมากำกับพิเศษ หากได้ข้อมูลสัก 30% ก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ก่อน ซึ่งจะทำให้เห็นต้นทุนทางธุรกิจชัดเจนขึ้น ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันทุกกลุ่มและทุกคน

“ต่อไปจะมีความหลากหลายของอัตราเบี้ยประกันในการรับประกันประเภทเดียวกัน ใครความเสี่ยงมากก็จ่ายเบี้ยแพง ความเสี่ยงน้อยก็จ่ายเบี้ยถูก โดยคนอาชีพหนึ่ง อาจจะคิดเบี้ยถูกกว่าคนอีกอาชีพ หรือดูที่อายุที่ต่างกัน หรือดูที่จังหวัดที่อาศัยอยู่ คือ จะมีความหลากหลาย ซึ่งเป็นธรรมกับคนที่มีพฤติกรรมดี และช่วยให้เราควบคุมเรื่องฉ้อฉลในธุรกิจได้ดีขึ้น” อานนท์ กล่าว

อีกทั้งสมาคมฯ จะเป็นตัวกลางในการสนับสนุนบริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็กที่ต้องการจะควบรวมกิจการ โดยจะเข้าไปคุยกับภาครัฐ ทั้งเรื่องภาษีและค่าใช้จ่ายในการควบรวม ซึ่งขณะนี้ได้มีการเปิดประชาพิจารณ์ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัยที่มีเรื่องควบรวมไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยทาง คปภ.ได้รวบรวมข้อมูลส่งไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว

อานนท์ กล่าวว่า ในขณะเดียวกัน ได้ประสานพูดคุยระหว่างบริษัทที่ต้องการทำธุรกิจแบบตลาดเฉพาะ จะเห็นได้ว่าบางอย่างสามารถทำร่วมกันได้ เช่น ราคาซ่อมกลาง ระบบรับแจ้งเคลมอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะช่วยให้บริษัทประกันขนาดเล็กมีข้อมูลอ้างอิงและทำธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้มีบริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็ก (เบี้ยรับรวมต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท) อยู่กว่า 20 บริษัท หรือสัดส่วนไม่ถึง 4% ของเบี้ยรวมทั้งระบบที่มีอยู่กว่า 2 แสนล้านบาท

“ในแง่ operation (ระบบปฏิบัติการ) หลาย ๆ อย่างน่าจะทำร่วมกันได้ เพราะในยุคอินชัวร์เทค การลงทุนโดยลำพังอาจเกินกำลัง ซึ่งบางบริษัทอยู่ได้ แต่บางบริษัทก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นสมาคมต้องช่วย เรียกมาคุยและร่วมกันทำ โดยตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ จะเริ่มให้มีการมาพูดคุยมากขึ้น” อานนท์ กล่าว