โตเกียวมารีนฯ ชี้เบี้ยปีแรกโตเพิ่ม 40% ครึ่งหลังลุยประกันสุขภาพ-ยูนิตลิงก์

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 236 ครั้ง

โตเกียวมารีนประกันชีวิต เผยเบี้ยปีแรกโตเดือนละ 60% ไม่ได้รับผลกระทบจาก market conduct โดยเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกอยู่ที่ 270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 100% ครึ่งปีหลังวางแผนจะออกสินค้าประกันสุขภาพที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเป็นลักษณะ topping เริ่มวางขายไตรมาส 4 ปีนี้

สมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ บริษัทมีเบี้ยปีแรกโตเดือนละ 60% โดยไม่ได้รับผลกระทบจาก market conduct และแทบจะไม่มีลูกค้ามาร้องเรียน เพราะแบบประกันของบริษัทการันตีผลตอบแทนทุกแบบ ถึงแม้ว่าบริษัทจะได้กำไรน้อย เพราะต้องมีภาระตั้งสำรองสูง แต่ลูกค้าได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงไว้ ทำให้ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมียอดขายดีต่อเนื่อง โดยเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกอยู่ที่ 270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบต้นปีถึงปัจจุบัน โดยมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 100% มาอยู่ที่ 7-8 พันราย จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 4 พันราย

สำหรับแผนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนจะออกสินค้าประกันสุขภาพที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเป็นลักษณะ topping ชิ้นเข้าไปในประกันสุขภาพที่มีอยู่ เช่น เพิ่มเติมค่าห้อง ซึ่งทำเป็นรายแรกและคาดว่าจะเริ่มขายไตรมาส 3 ปีนี้ และจะมีอนุสัญญาพิเศษที่ออกมาขายพ่วงกับแบบประกันยูนิตลิงก์ที่จะเริ่มวางขายไตรมาส 4 นี้ เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แบ่งจ่ายรายเดือน โดยเบี้ยประกันไม่แพง เนื่องจากไปศึกษาตลาดมาเลเซียพบว่า คนรุ่นใหม่สนใจซื้อยูนิตลิงก์รายเดือนยอดขายสูงถึง 90% อย่างไรก็ดี คาดว่าจะมีเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกจากแบบประกันยูนิตลิงก์ราว 5% ต่อปี โดยพยายามชาร์จค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ต่ำ เพื่อขายแบบ regular premium

“ขณะนี้เบี้ยรายเดือนของบริษัทถือว่าถูกกว่าบริษัทอื่น แถมมีให้รูดบัตรเครดิตโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย ปัจจุบันอัตราเบี้ยรายเดือนของบริษัทเฉลี่ย 5-6 พันบาทต่อเดือน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเกือบ 20% จากระดับ 6-7% เมื่อปีก่อน” สมโพชน์ กล่าว

สมโพชน์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกของช่องทางตัวแทนจะอยู่ที่ 1,250 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อนที่ทำได้ 900 ล้านบาท เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไปอยู่ที่ 4,294 ล้านบาท โดยเบี้ยประกันชีวิตรับรวมจะอยู่ที่ 5,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 20% ส่วนหนึ่งมาจากยอดขายที่มีอัตราการต่ออายุสูงถึง 92% และอีกส่วนอาจจะมีทีมงานย้ายเข้ามาใหม่ ปัจจุบันพอร์ตการขายผลิตภัณฑ์ (product mix) ของบริษัทมาจากแบบประกันบำนาญสัดส่วน 30% ลดลงจากระดับ 50% เมื่อ 2 ปีก่อน และอนุสัญญาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25% จากเดิมอยู่ที่ 12% และประกันสะสมทรัพย์ยังคงสัดส่วนเกือบ 30% ส่วนที่เหลือจะเป็นประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (whole life) ซึ่งสัดส่วนนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใจ ถ้าจะเพิ่มสัดส่วนก็จะเพิ่มในส่วนของอนุสัญญาขึ้นไปอีก

“สำหรับจุดแข็งของบริษัทคือสามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่า เพราะประหยัดและใช้บุคลากรที่มีอยู่ ขณะที่บางบริษัทที่เน้นสร้างแบรนด์จะยอมจ้างดาราศิลปินในราคาแพงเป็นสิบล้าน และค่าผลิตค่าออนแอร์รวม ๆ กว่า 50 ล้านบาท การโฆษณามันดี แต่เราไม่พร้อมจะใช้เงินทำโฆษณา ต้องห้ามใจ คิดว่าถ้าทำโฆษณาออกไปเยอะ ๆ แล้วคุณเก็บประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาไม่ได้ ตนก็มีวิชาอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น การทำสินค้าทางการเงิน ผลตอบแทนไม่หนีกันมากอยู่ที่ราว 4-5% แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการบริหาร” สมโพชน์ กล่าว