เงินติดล้อ ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 6% เงินปล่อยกู้ใหม่ 3.5 หมื่นลบ.

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 159 ครั้ง

เงินติดล้อ สร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวของเงินติดล้อ ตั้งเป้าปี 62 สินเชื่อโต 6% คิดเป็นเม็ดเงินปล่อยใหม่ 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจำนวนบัญชีลูกค้าปีนี้โต 25% แตะ 5.6 แสนบัญชี จากสิ้นปี 61 อยู่ที่ 4.5 แสนบัญชี และ ตั้งเป้าเปิดสาขาปีนี้อีก 187 สาขา ดันสิ้นปีนี้มีสาขา 1,000 สาขา

ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการขยายสินเชื่อในปี 2562 ไว้ 6% หรือคิดเป็นสินเชื่อใหม่ 35,000 ล้านบาท โดยพอร์ตสินเชื่อหลักประกอบด้วย สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ และรถกระบะคิดเป็นสัดส่วน 63% สินเชื่อทะเบียนรถสิบล้อ รถแทรกเตอร์ 20% และสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ 9% หากคิดจากจำนวนรถ สินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์จะมีสัดส่วน 58% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด

สำหรับ ยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปี 61 คิดเป็น 39,713 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้าเพิ่มจำนวนบัญชีลูกค้า 25% จาก 450,000 บัญชีในปี 2561 เป็น 560,000 บัญชีในปี 2562 หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) 1.3% เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ซึ่งอยู่ที่ 2.5-3.0%

สำหรับธุรกิจโบรกเกอร์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุ และ ประกันโรคมะเร็งนั้น ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 25-30% หรือ คิดเป็นเบี้ยประกัน 2,400-2,700 ล้านบาท จากปีก่อน 1,700 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดประกันรถอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท

อีกทั้งบริษัทจะหันมาขายประกันภัยมากขึ้นโดยเบี้ยประกันอุบัติเหตุราคาถูกสุดอยู่ที่ 299 บาท และยังขยายตลาดประกันรถยนต์ประเภท 1 ได้โดยสามารถผ่อนชำระได้สูงสุด 6 เดือน โดยไม่ต้องมีบัตรเครดิต ไม่คิดค่าธรรมเนียม ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา 2561 มีผู้สนใจทำประกันประเภท 1 ประมาณ 90,000 กรมธรรม์ หรือคิดเป็นเบี้ยประกันกว่า 85 ล้านบาท

ดังนั้นปี 2562 ตั้งเป้าจะมีอัตราการเติบโตสำหรับการขายประกันประมาณ 25-30% ทางด้านสินเชื่อคาดเติบโตประมาณ 10% โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่อีก 187 สาขาในปีนี้ จะส่งผลให้บริษัทฯ มีสาขาเพิ่มเป็น 1,000 สาขา

ปิยะศักดิ์ กล่าวว่า นับจากวันที่ เงินติดล้อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงศรี เราได้ผ่านช่วงซ่อมสร้างในระหว่างปี 2552 – 2555 เข้าสู่ช่วงรุกขยายธุรกิจตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย ซึ่งเดิมเคยต้องพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ ให้สามารถเข้าสู่แหล่งเงินทุนที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้ ภายหลังจากการสร้างความเติบโตด้านตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นยอดสินเชื่อ จำนวนสาขา และพนักงานซึ่งปัจจุบันมีกว่า 5,000 คน ทั่วประเทศ ทำให้หันกลับมาวิเคราะห์ตัวเอง มุ่งวางรากฐานองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวและสามารถรับมือกับความท้าทายทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้รวดเร็วขึ้น

จึงเป็นที่มาของการการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งซึ่งมีความสำคัญเป็นอันดับแรกในการหล่อหลอมคนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างทันการณ์ เพราะไม่ว่าจะบริษัทจะลงทุนด้านเทคโนโลยีด้วยเงินจำนวนมากเพียงใด หาก แต่พนักงานไม่พร้อมเรียนรู้ ทดลอง นำมาใช้ การขับเคลื่อนคงไม่ใช่เรื่องง่าย” ปิยะศักดิ์ กล่าว