“Healthier, Longer, Better Lives” จาก เอไอเอ ประเทศไทย

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 147 ครั้ง

สังเกตได้ว่าในปีนี้หลากหลายบริษัทประกันเริ่มลุยตลาดประกันสุขภาพกันอย่างดุเดือด ทำให้การแข่งขันในตลาดประกันสุขภาพทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งนโยบายรัฐฯ ที่ให้บุคคลทั่วไปสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพ มาหักลดหย่อนภาษีได้จึงมีส่วนช่วยผลักดันให้ตลาดประกันสุขภาพเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เอไอเอ ประเทศไทย ยังสามารถคงความเป็นหนึ่งในตลาดประกันสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี Market Share ถึง 44% ของตลาดสุขภาพรวมทั้งหมดในประเทศไทย

เอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทมองว่า ตลาดประกันสุขภาพของไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนส่วนใหญ่เริ่มมีความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีอัตราสูงขึ้นทุกปี อันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ และเงินเฟ้อในการรักษาพยาบาล อีกทั้งนโยบายรัฐฯ ยังให้นำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษี
ได้สูงสุด 15,000 บาท จึงมีส่วนช่วยผลักดัน ให้ตลาดประกันสุขภาพเติบโตขึ้น โดยการแข่งขันในตลาดประกันสุขภาพล้วน ส่งผลดีต่อผู้บริโภค เอไอเอเข้าใจถึง ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า รวมถึง Protection gap ที่พบว่าอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพของคนไทยแม้จะมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ส่วนใหญ่แล้วความคุ้มครอง ยังคงไม่ครอบคลุมเพียงพอ

เอไอเอ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพ มาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา เอไอเอเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง โดยได้ออกแคมเปญ “สู้ทุกระยะโรคร้าย” ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นพระเอกคือ AIA CI SuperCare ที่ให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตและโรคร้ายแรงในเวลาเดียวกัน สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 65 ปี ครอบคลุมโรคร้ายแรงทั้งระดับเริ่มต้นถึงระดับปานกลาง และระดับรุนแรง ทั้งหมด 6 กลุ่ม รวมกว่า 62 โรคร้ายแรง

นอกจากนั้นเมื่อปีที่ผ่านมา เอไอเอ ได้ออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพอีก 2 ผลิตภัณฑ์ล่าสุด ได้แก่ 1) AIA H&S Extra ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มอบความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ทั้งยังได้รับผลประโยชน์เงินคืนพิเศษ กรณีผู้เอาประกันไม่มีการค่าสินไหมใดๆ ระหว่างปีกรมธรรม์ และ 2) AIA CI Plus ที่มอบผลประโยชน์ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันหากเสียชีวิตทุกกรณี

ทั้งนี้ เอไอเอ ยังคงมุ่งสนับสนุนโครงการ เอไอเอ ไวทัลลิตี้ (AIA Vitality) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงการดูแลสุขภาพแนวใหม่ ถือเป็นการปฏิวัติวงการประกันชีวิตครั้งแรกของประเทศไทย ที่มอบส่วนลดเบี้ยประกันแก่สมาชิกเอไอเอ ไวทัลลิตี้ สูงสุดถึง 25% โดยปัจจุบัน มีสมาชิก เอไอเอไวทัลลิตี้ อยู่กว่า 250,000 ราย และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความมุ่งมั่นตั้งใจของเอไอเอ ในการกระตุ้นและผลักดันผ่านกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ

เอกรัตน์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าเอไอเอ จะเป็นประกันชีวิตจากต่างชาติ แต่จากการดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 80 ปี ทำให้เอไอเอเข้าใจคนไทย
โดยมีความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้ ทำให้เอไอเอเป็นบริษัทประกันชีวิตที่แตกต่างไปจากคู่แข่ง ทั้งมีการทำความเข้าใจลูกค้า และยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความพึงพอใจของลูกค้าไม่ว่าจะทั้งจากผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ และมีประกันที่คุ้มครองชีวิตได้อย่างเพียงพอต่อความจำเป็นของแต่ละบุคคล หรือแต่ละครอบครัว

“เรามุ่งมั่นที่จะไม่เป็นเพียงแค่บริษัทประกันชีวิตที่มีเพียงแต่ผลิตภัณฑ์ ที่คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ หรือตัวแทนประกันชีวิตของเราจะเจอกับลูกค้าเฉพาะยามที่ลูกค้าเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต แต่เรามองมุมกลับว่า เราควรไปหาลูกค้าตอนลูกค้ายังแข็งแรง และช่วยสนับสนุนให้ลูกค้ามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นไปอีก เพื่อที่เขาจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุที่ยืนยาวได้อยู่กับคนที่เขารักไปอีกนานๆ ตามคำมั่นสัญญาของเอไอเอ ที่ว่า “Healthier, Longer, Better Lives”

สำหรับครึ่งหลังของปี 2562 เอไอเอยังคงมีการศึกษาข้อมูลลูกค้า และความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแผนที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่คุ้มครองโรคร้ายแรง ซึ่งจะออกในเร็วๆ นี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและหมดกังวลกับค่ารักษาพยาบาล และในปี 2563 มองว่าเทรนด์การแข่งขันของตลาดประกันสุขภาพ ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หลายๆ บริษัท
มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งเอไอเอเอง ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อีกทั้งปัจจุบันลูกค้าเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายในทุกๆ อุตสาหกรรม ทำให้ Benchmark นั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในแวดวงประกันอีกต่อไป แต่รวมถึง การเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆด้วย และลูกค้ามีความคาดหวังในการได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ซับซ้อน เช่นเดียวกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยน Customer Behavior ไปมากจากอดีต ทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด