สมาคมประกันชีวิตฯ เผยเบี้ยติดลบ 6% ลุ้นตีตื้นครึ่งปีหลัง 0% หรือติดลบ 3%

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 89 ครั้ง

สมาคมประกันชีวิตไทย เผยธุรกิจประกันชีวิตครึ่งปีแรกเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งสิ้น 295,612.96 ล้านบาท ติดลบ 6% มีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 78% สำหรับช่วงปลายปีอาจจะมีแรงซื้อเข้ามาจากปัจจัยการนำเบี้ยประกันชีวิตไปหักลดหย่อนภาษีร่วมเข้ามาทำให้เบี้ยครึ่งปีหลังอาจขึ้นมาที่ 0% หรือติดลบ 3%

นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเดือนงานช่วง 6 เดือนแรกปี 2562 (มกราคม – มิถุนายน) ธุรกิจประกันชีวิตผลิตเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 295,612.96 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตลดลง 6% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ จำนวน 84,001.56 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง 8% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 211,611.40 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลง 5% ซึ่งมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 78% สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก จำนวน 48,699.04 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.43% เบี้ยประกันภัยรับชำระครั้งเดียว จำนวน 35,302.52 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 20%
สำหรับเบี้ยประกันภัยรับตามช่องทางการจำหน่าย อันดับ 1 ยังคงเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต จำนวน 143,810.66 ล้านบาท สัดส่วน 48.65% เติบโตเพิ่มขึ้น 2.84% อันดับ 2 การขายผ่านธนาคาร จำนวน 128,321.78 ล้านบาท สัดส่วน 43.41% เติบโตลดลง 15.88% อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางอื่นๆ 16,131.74 ล้านบาท สัดส่วน 5.46% เติบโตเพิ่มขึ้น 7.13% อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 7,348.97 ล้านบาท สัดส่วน 2.4% เติบโตเพิ่มขึ้น 4.2%

ทั้งนี้ ช่องทางการจำหน่ายที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง คือ ช่องทางการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต และช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ ที่หลากหลายขึ้น โดยช่องทางที่มีแนวโน้มสดใสคือ ช่องทางดิจิทัลหรือช่องทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าที่ใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
นุสรา กล่าวว่า ผลกระทบมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การส่งออกที่ลดลง อันสืบเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งและจากปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจเอง เช่น การกำกับจากหน่วยงานภาครัฐผ่านประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการออก การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ. 2561 (Market Conduct) ที่ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางธนาคารลดลง อีกทั้งภาวะความกดดันจากเรื่องมาตรฐานรายงานทางบัญชีและการเงิน IFRS 9, IFRS 17 การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC2) และการเผชิญกับอัตราความเสียหายจากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse) สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในครึ่งปีแรกไม่เติบโตเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย หากแต่คาดการณ์ว่าธุรกิจประกันชีวิตยังคงมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตเทียบเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการจีดีพีในปี 2562 ลงที่ 3.3- 3.8% จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ว่าเติบโต 3.5 – 4.5%

แต่ถึงอย่างไรสภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะผลักดันนโยบายให้สอดคล้องกับที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง อาทิ นโยบายประชารัฐ ประกันรายได้พืชผลเกษตร รวมถึงนโยบายเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ประกอบกับประเทศไทยในปัจจุบันมีอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่เพียง 39% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก

“ในช่วงปลายปีจะมีแรงซื้อเข้ามาจากปัจจัยการนำเบี้ยประกันชีวิตไปหักลดหย่อนภาษีร่วมเข้ามาด้วย โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะกระเตื้องขึ้นมาประมาณ 0% หรืออย่างน้อยติดลบเหลือ 3% รวมถึงปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองและการวางแผนการเงินเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ประกอบกับทุกคนอยากได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีและสะดวกรวดเร็ว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายต่อเนื่องและเหมาะสมกับบุคคลในแต่ละช่วงวัย ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่เข้าถึงประชาชนได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปถึงเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้” นุสรา กล่าว