วิริยะประกันภัย คาดเบี้ยปีนี้โต 4% เผย 9 เดือน กำไร 1,076 ล้านบาท

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 97 ครั้ง

วิริยะประกันภัย เผยปี 63 จ่อปรับเพิ่มเบี้ยประกันอีก 2% หลังต้นทุนเพิ่ม หาก คปภ.ปรับวงเงินความคุ้มครองชีวิตและร่างกายรถยนต์ภาคสมัครใจ พร้อมตั้งเป้าเบี้ยโต 5% ส่วนปีนี้คาดกำไร 2 พันล้านบาทตามเป้า แม้ 9 เดือน มีกำไร 1,076 ล้านบาท

สยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปี 2563 เติบโต 5% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับตลาด จากปี 2562 บริษัทคาดเติบโต 4% และ ต่ำกว่าเป้าหมายปีนี้ที่วางไว้ 5% หรือ มากกว่า 30,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนบริษัทมีเบี้ยประกันภัยรวมอยู่ที่ 29,089.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 963.79 ล้านบาท หรือ เติบโตเพียง 3.43%

โดยเบี้ยประกันภัย ณ เดือนก.ย. 62 แบ่งเป็น ประกันภัยรถยนต์ (Motor) 25,950.90 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของเบี้ยประกันภัย 89.21% และ ประกันภัย Non-Motor อยู่ที่ 3,139.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของเบี้ยประกันภัย 10.79% โดยคาดว่าสิ้นปีเบี้ยประกันรับโดยตรงจะมีประมาณ 30,000 ล้านบาท อัตราต่ออายุประมาณ 72% ซึ่งอาจจะมีงานรับประกันเพิ่มขึ้น จากการเข้าร่วม งานมอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ด้วยส่วนหนึ่ง

“ในปี 63 บริษัทจะขยาย Non-Motor เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยม และ คาดหวังว่าเบี้ยดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้ 3,600 ล้านบาท และ 9 เดือนอยู่ที่ 3,139.05 ล้านบาท ส่วน Motor แนวโน้มอาจลดลง ซึ่งเป็นไปตามอุตสาหกรรม แต่เชื่อว่า สุดท้ายแล้วกำไรจะยังเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเรายังมีกำไรจากเงินลงทุน”

ทางด้านกำไรสุทธิปีนี้มั่นใจจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ 2,000 ล้านบาท หลัง 9 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 1,176 ล้านบาท แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1,483 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับความคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเป็น 700,000 บาทต่อราย จากเดิม 500,000 บาทต่อราย เพื่อรวมกับความคุ้มครองในส่วนประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ เป็น 300,000 บาทต่อราย เป็น 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งมีแนวโน้มที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 63 จะส่งผลกระทบต่อตลาดประกันภัยรถยนต์ ที่จำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันประมาณ 2%

โดยบริษัทจะพิจารณาปรับขึ้นเบี้ยอย่างระมัดระวังและสมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังซื้อยังคงชะลอตัว และ จะขึ้นเบี้ยเฉพาะในกลุ่มรถเสี่ยง เช่น กลุ่มรถที่วัยรุ่นใช้ กลุ่มรถซิตี้คาร์ รวมถึงจะพิจารณาตามอายุผู้ขับขี่ และ จำนวนระยะเวลาการใช้รถ

สยม กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าอยู่ 5 ล้านกรมธรรม์ การจะปรับราคาจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ต้องพิจารณารถที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย ซึ่งกลุ่มรถที่มีความเสี่ยงสูงก็เป็นกลุ่มรถวัยรุ่น หรือรถที่ใช้งานทั้งวัน ฉะนั้นจะนำระบบไอทีจะเข้ามาพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้รถร่วมด้วย ปรับเบี้ยให้เหมาะสมกับกลุ่มเสี่ยง

ขณะเดียวกันการปรับเพิ่มความคุ้มครองดังกล่าวมองว่า มีโอกาสทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ปีหน้าเพิ่มเป็น 65% จากปัจจุบันอยู่ที่ 62.74% และ ปี 61 อยู่ที่ 61.65% ซึ่งอัตราดังกล่าวถือว่าเป็นอัตราความเสียหายสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดยบริษัทต้องหาวิธีการเพิ่มเบี้ยประกันรถกลุ่มเสี่ยง และ บริหารความเสี่ยงเพื่อคุ้มอัตราความเสียหายไม่ให้เกิน 60%

สำหรับพอร์ตการลงทุนของบริษัท แบ่งเป็นเงินลงทุนที่จะถือจนครบกำหนด ประกอบด้วย ตราสารหนี้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 2,478 ล้านบาท ตราสารหนี้ภาคเอกชน 1,571 ล้านบาท เงินฝาก 27,187 ล้านบาท และ เงินลงทุนทั่วไป เช่น ตราสารทุน 229 ล้านบาท ส่งผลให้เงินลงทุนรวมปัจจุบันอยู่ที่ 63,653 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสมในภาวะที่ตลาดทุนปรับตัวลดลง