ความคิดและทักษะแบบเดิมอยู่ไม่ได้ในปี 2020” โดย อ.สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 104 ครั้ง

ใครก็ตามที่มีอาชีพการทำงาน การขาย ชีวิตในการทำงาน เรื่องที่ต้องสัมผัสอยู่เสมอ คือ ต้นเดือนรับเป้า ตอนเช้าออกหาลูกค้า ตอนเย็นกลับมาเพื่อเขียนรายงาน พอปลายเดือนก็ตรวจสอบยอดที่ได้ ถ้าผลที่ได้ใกล้เป้า ก็เบาใจหน่อย แต่ถ้าห่างไกลเป้า ก็เครียดหน่อย แล้วก็นึกในใจว่า เดือนหน้าค่อยแก้ตัวใหม่ ยิ่งในช่วงสิ้นเดือนที่ต้องสรุปยอดขาย หากทำได้ก็แล้วไป แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องทำใจ เพราะต้องโดนเล่นงาน พอเริ่มเดือนใหม่ หรือขึ้นรอบใหม่ของการขาย บรรยากาศทุกอย่างก็จะหมุนเวียนเข้ามาเหมือนเดิมอีก
ถ้าจะถามว่า วงจรแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ก็ต้องบอกว่าวงจรแบบนี้เกิดขึ้นเพราะ พนักงานขายคนนั้น ขาดการวางแผนในการทำงานการขาย เรื่องของการขาดการวางแผนงานการขายนี้ เป็นหน้าที่ของนักขายทุกคน แต่บางทีก็ไม่ทำ เหตุก็เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่ก็มีบางคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ก็ปล่อยเวลาไปไม่ทำ

ในที่สุด ผลจากการทำงานแบบเดิมๆ เช่นนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ นักขายคนนั้น ก็จะย่ำเท้าอยู่กับที่ หาความก้าวหน้าในการทำงาน หรือ ความก้าวหน้าในผลงานแทบไม่ได้เลย เพราะลักษณะของงานที่ทำนั้น เป็นลักษณะของการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเลย ที่บอกว่าเป็นงานที่ไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้า เพราะว่า
– เป็นการทำงานแบบวันต่อวัน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
– ไม่มีการติดตามงาน เพื่อจะได้แก้ปัญหาเมื่องานเบี่ยงเบนจากเป้าหมาย
– ไม่ได้ตรวจสอบว่า งานที่ทำในวันนี้สอดคล้องกับเป้าหมายที่รับมาหรือไม่
– ไม่สามารถสรุปปัญหาที่แท้จริงได้ว่า ทำไมถึงไม่ได้ตามเป้าหมาย
– ไม่สามารถพัฒนาฝีมือในการทำงานให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ นักขายท่านใดที่มีพฤติกรรมแบบนี้ จะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในอาชีพได้เลย อย่าว่าแต่คนที่ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง และไม่รู้จักวางแผนตามที่กล่าวมา แม้แต่นักขายที่ดิ้นรน เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ก็ยังอาจวิ่งไม่ทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหลือเกิน โดยเฉพาะสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับแต่ปี 2020 นี้เป็นต้นไป
องค์ความรู้ที่จะทำให้อยู่รอดได้ นับแต่ปี 2020 ผมจะยังไม่พูดถึงนะ เพราะเห็นมีคนพูดผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ กันมากมายอยู่แล้ว สิ่งที่อยากจะพูดถึง และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกว่า คือ ประสบการณ์แห่งความสำเร็จเก่าๆ ที่ผ่านมา ที่มันทำให้คนยึดมั่นในกรอบความคิดเดิมๆ จนยากที่จะยอมเปลี่ยนแปลง กรอบความคิดที่อยากพูดถึง มีดังนี้

กรอบความคิดที่ว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก ทำแบบนี้มาตั้งนานก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร จึงคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

กรอบความคิดที่ว่า ยอมรับว่า โลกมันเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ตัวเอง ก็อายุมากเกินไปที่จะเรียนรู้แล้ว ที่สำคัญคิดว่า ตัวเองจะได้รับผลกระทบจริงๆ สักเท่าไร

กรอบความคิดที่ว่า วัฒนธรรมความสัมพันธ์ของคนไทยอย่างเรา อยู่เหนือความถูกต้องที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรในทีมงาน จะไม่มีการชี้ผิดชี้ถูกให้ชัดเพราะเกรงว่าจะเสียสัมพันธ์ ซึ่งคิดกันว่า เป็นวัฒนธรรมที่ทำให้ เรา เติบโตมาถึงวันนี้

สรุปก็คือ หากเราติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ตามที่กล่าวมา และเอาแต่คิดที่จะปกป้องตัวเอง โดยไม่คิดจะยอมรับที่จะเรียนรู้ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วแต่อย่างใด เราก็จะมีโอกาสพ่ายแพ้และอยู่ไม่ได้ นับแต่ปี 2020 นี้เป็นต้นไป นอกจากนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือเรา มั่นใจได้เลยว่า
ณ วันนี้ หากเรายังติดอยู่ในกรอบความคิดแหล่านี้ จะเริ่มคิด เริ่มลงมือทำ ในเรื่องการยกระดับความรู้ และทักษะ ด้วยการยอมรับว่า กรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่เป็นอยู่นั้น มันอันตราย ยังไม่สาย ถ้าจะผลักดันให้มีการเปลี่ยนกรอบความคิดเสียใหม่ ก่อนที่จะสายเกินกว่าจะเยียวยา