TGIA -OIC ผนึก 8 บริษัทประกันภัย เคลียร์ปมประกันภัยรถแท็กซี่ ตั้ง “Pool” รับประกันภัยโดยเฉพาะ

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 38 ครั้ง

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ร่วมกับ สำนักงาน คปภ. นำ 8 บริษัทสมาชิกผู้รับประกันภัยรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ร่วมลงนามใน “สัญญาการเข้าร่วมรับประกันภัย โครงการประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่)” เพื่อจัดตั้งกองกลาง (Pool) สำหรับการประกันภัยรถแท็กซี่ โดยใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 3 กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยราคาเดียว 12,500 บาทต่อคัน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการรับประกันภัยรถแท็กซี่ ในปี 2561 ปรากฏว่า มีจำนวนรถแท็กซี่จดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกรวม 83,960 คัน แต่มีประกันภัยรถยนต์เพียง 63,536 คัน คิดเป็น 75% ของรถที่จดทะเบียน ดังนั้น หากรถแท็กซี่ทุกคันมีประกันภัยครบถ้วนแล้ว จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ ผู้ขับขี่ และผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ได้ หรือหากมีผู้ประสบภัยก็จะได้รับ ความคุ้มครองทั้งจากประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยภาคสมัครใจอย่างครบถ้วน และจากการศึกษาข้อมูลต้นทุนในการรับประกันภัยรถแท็กซี่ยังพบว่า มีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 3 เท่า ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยขาดทุนจากการรับประกันภัยรถแท็กซี่ ประกอบกับเบี้ยประกันภัยที่บริษัทใช้รับประกันภัยนั้นไม่สอดคล้องต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จึงทำให้บริษัทประกันภัยหลีกเลี่ยงที่จะรับประกันภัยรถดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ประสบกับปัญหาในการทำประกันภัย แต่จากการร่วมกันกำหนดแนวทางในการรับประกันภัย จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งกองกลางฯ (Pool) สำหรับการประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) โดยมีบริษัทสมาชิกเข้าร่วมรับประกันภัย ผ่าน Pool ดังกล่าว จำนวน 8 บริษัท ได้แก่ กรุงเทพประกันภัย ทิพยประกันภัย นวกิจประกันภัย ประกันภัยไทยวิวัฒน์ เมืองไทยประกันภัย วิริยะประกันภัย สินมั่นคงประกันภัย และมี ไทยรับประกันภัยต่อ เข้าร่วมรับประกันภัยต่อ โดยได้มอบหมายให้บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารกองกลางดังกล่าว ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันภัยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและมีข้อมูลในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปัญหาหรือผลกระทบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ด้านดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า จากกรณีที่สำนักงาน คปภ. ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับประเด็นปัญหา การรับประกันภัยรถแท็กซี่ระหว่างภาคธุรกิจประกันภัยกับผู้ประกอบการสหกรณ์แท็กซี่ เนื่องจากบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยและบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับรถดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและภาพลักษณ์โดยรวมของธุรกิจประกันภัย ดังนั้น เมื่อช่วงปลายปี 2562 สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย บริษัทสมาชิกผู้รับประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) และกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการรับประกันภัยให้มีรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้อัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในการจัดหาผู้รับประกันภัยรถยนต์ตามที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์รับจ้างสาธารณะต้องมีประกันภัย ซึ่งจากการประชุมหารือดังกล่าวได้กำหนดแนวทางในการรับประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ทั้งนี้ จากการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และผู้ประกอบการสหกรณ์แท็กซี่ จึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) จะเป็นกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 3 เพื่อรับประกันภัยรถแท็กซี่ โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัย 500,000 บาทต่อคน (เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ.) ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอกสูงสุด 400,000 บาทต่อครั้ง ความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามเอกสารแนบท้าย ไม่เกินคนละ 50,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล ไม่เกินคนละ 50,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวม 5 คน รวมทั้งการประกันตัวผู้ขับขี่ 500,000 บาทต่อครั้ง โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัย 12,500 บาทต่อคัน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งอัตราเบี้ยประกันภัยดังกล่าว ยังไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
สำหรับรูปแบบการรับประกันภัยรถแท็กซี่จะทำในลักษณะโครงการประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างภาคธุรกิจประกันภัยกับผู้ประกอบการสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร และในขณะเดียวกันโครงการฯ นี้จะเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในการบรรเทาความสูญเสีย และสร้างความอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สินให้กับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ภาคธุรกิจประกันภัยได้รับข้อมูลสำหรับการนำไปใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยในอนาคตให้เป็นไปตามระดับความเสี่ยงภัยที่แท้จริง รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจประกันภัย