"

เจาะใจ “ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์” เหตุใด จึงขอ “ยุติทำธุรกิจขายตรง”

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 166 ครั้ง

“ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์” ประธานบริหาร บริษัทโพรแลค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้สร้างตำนานพลูคาวและรู้จักกันดีชื่อแบรนด์ “โดกุดามิ” น้ำสมุนไพรไทยพลูคาวสกัดโด่งดังทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีธุรกิจในเครือที่ต้องดูแล และหนึ่งในนั้นคือบริษัทขายตรง แต่ทว่าเวลานี้ได้ลั่นคำชัดในการขอยุติการดำเนินธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุผลลึกๆ เช่นไรไปฟังคำตอบกัน

🔘หยุดเพื่อโตสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า
ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ประธานบริหาร บริษัท โพรแลค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทโพรแลคได้ก่อตั้งมานานร่วม 20 ปีแล้ว จากการค้นพบความลับจากธรรมชาติที่สามารถนำมาช่วยเหลือมวลมนุษยชาติในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์ ผมจึงได้ตั้งเป้าหมายมุ่งนำสิ่งดีๆ ออกไปยังต่างประเทศตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ผ่านการทำงานวิจัยและทำอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 15 ปี รวม 21 โครงการ จากผลงานที่ บริษัท โพรแลค สร้างสรรค์ขึ้นมาทำให้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้คัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติของเมืองไทย ซึ่งรางวัลที่ได้รับนั้นเป็นการนำเสนอเรื่องที่สำคัญมาก ก็คือ “เรื่องการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เพื่อใช้ทดแทนยารักษาโรค” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดในการทดแทนยาปฏิชีวนะให้ได้

ณ เวลานี้ ทำให้โพรแลค มีทีมงานวิจัยโดยการรวมกลุ่มนักวิจัยนานาชาติหลายประเทศทั่วโลก จาก ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ อียิปต์ มาเลเซีย เซเนกัล และไทย ซึ่งนักวิจัยหลายคนได้ร่วมทำงาน ได้รู้ได้เห็นความมหัศจรรย์ของพืชสมุนไพรไทยและให้การยอมรับ ซึ่งการรวมนักวิจัยนานาชาติมาอยู่ในทีมก็เพื่อทำให้นวัตกรรมที่ดีนี้เป็นของมวลมนุษย์ชาติทั้งโลก

🔘 เปิดปม ปิดฉากธุรกิจขายตรง
ด้วยภาระหน้าที่ๆ กล่าวมาข้างต้นของการพัฒนาพืชสมุนไพรไทยก้าวไกลระดับนานาชาติ จึงนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ “ในการยุติการทำธุรกิจขายตรง” และได้มอบสิทธิ์การจัดจำหน่าย 2 แบรนด์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากพลูคาวสกัดเข้มข้น “หยีชิงเฉา –จิวยากุ” ให้กับ “พลัสโกลด์ เวิลด์ไวด์”เป็นผู้จัดจำหน่ายกุมทัพบริหารโดย “อิศม์เดช ธำรงวัฒน์วงศา” ซึ่งสามารถนำสินค้าทั้งสองแบรนด์ทำตลาดได้ทั่วโลก

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมเราก็ต้องเลือก “บริษัทโพรแลค จึงได้ตัดสินใจหยุดการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง” เพราะต้องการมุ่งหน้าไปทำงานต่างประเทศสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่กว่า ร่วมกับโรงงานที่มีศักยภาพการผลิตในประเทศมาเลเซีย ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อผลิตและจำหน่ายทั่วโลกที่ต้องลงมือปฏิบัติการอีกมากในอนาคต

“ผมเลือกที่จะเดินหน้าทำในสิ่งที่รักเพื่อสร้างชื่อเสียงสมุนไพรไทยในระดับนานาชาติ จึงจำเป็นต้องยุติบทบาทการทำธุรกิจขายตรง และได้ทำการถอดถอนชื่อธุรกิจขายตรง บริษัท โกลบอล เฮิร์บ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการหยุดทำธุรกิจครั้งนี้บริษัทได้ชี้แจงสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเวลานี้สมาชิกอยู่ระหว่างเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย ปัจจุบัน บริษัทมีฐานสมาชิกหลักหมื่นคน”

🔘 ม้ามืด “พลัสโกลด์” คว้านวัตกรรมสุดล้ำ
ก่อนนี้มีนักธุรกิจจากหลายประเทศมากที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ของโพรแลคไปทำตลาด ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายกลุ่มแสดงออกให้เห็นว่าเขาต้องการ แค่โนฮาวน์ของเรา ไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง จึงเลิกการเจรจากันไป แต่การมอบสิทธิ์การทำตลาดผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 แบรนด์ให้กับ “พลัสโกลด์” ก็เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว “อิศม์เดช ธำรงวัฒน์วงศา” ถือเป็นน้องชายที่รู้จักกันมานานถึง 21 ปีแล้ว ที่สำคัญการที่เป็นคนกันเอง ผมก็จะเป็นผู้ช่วยกำกับดูแลอยู่เบื้องหลังได้ง่ายและคล่องตัวกว่า

ผลิตภัณฑ์ “หยีชิงเฉา –จิวยากุ” โดดเด่นกว่าผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด เพราะขบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางของการผลิต นับตั้งแต่การปลูกพืชสมุนไพร ก็ปลูกในฟาร์มของตนเองด้วยขบวนการแบบออแกนิกจนถึงขบวนการขั้นสุดท้ายก็ผ่านมาตรฐานระดับสูงของโลก ที่สำคัญได้รับการรับรองมาตรฐานออแกนิกจากหลายประเทศ อาทิ มาตรฐานสูงสุดระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพยุโรป พร้อมด้วยมาตรฐานการผลิตที่ดี ISO.9001/20015,SGS,CODEX

🔘 เหลือเพียงแค่ตำนานความสำเร็จ
ดร.อัศวิน กล่าวทิ้งท้าย ในอดีตอีกมุมภาพธุรกิจ เนื่องจากตนเองนั่งควบแท่นบริหารในฐานะเจ้าของ บริษัท โดกุดามิ เอเซีย จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท โพรแลค (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดดำเนินธุรกิจมายาวนานร่วม 15 ปีเติบโตดีทั้งตลาดในประเทศ ทุกภาพความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะเรามุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางธุรกิจตลอดมา ทำให้ประสบความสำเร็จดีกับตลาดส่งออกตลาดในต่างประเทศมากมาย โดยหลักๆ คือตลาดแอฟริกา ยุโรป

ขณะเดียวกันก็ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยมากมายจนสามารถติด 1 ใน 10 ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในการพัฒนาพืชสมุนไพรไทยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคเกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายสำคัญ คือ การมุ่งมั่นพัฒนาให้ถึงขั้นสูงสุดใช้เป็นยา แทนยาปฏิชีวนะ จึงมีความคิดว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำในสิ่งที่ตนเองรักเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกเดินผมจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด