“ซัคเซสมอร์” ขยายไลน์ผลิต ทุ่ม 115 ล้าน ลงทุนโรงงาน

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 546 ครั้ง

“ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์” หรือ SCM เดินหน้าสวนวิกฤติโควิด -19 ทุ่มงบกว่า 115 ล้านบาท ร่วมลงทุนโรงงานผลิตสินค้าภายใต้ชื่อ “บริษัท เอสซีเอ็ม อินโนเวทีฟ จำกัด” หรือ SMI ขยายไลน์ผลิตสินค้ารองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภค-บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในรูปแบบ Multi-level Marketing

นายแพทย์ สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM กล่าวว่า การประกอบธุรกิจโรงงานถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ ในการบริหารต้นทุน สามารถกำหนดราคาในการแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น จึงผ่านมติคณะกรรมการบริษัท ให้ลงทุนในโรงงานผลิต ร่วมกับคู่ค้ารายใหญ่บริษัท เซ็น ไบโอเทค จำกัด (ZEN) ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสซีเอ็ม อินโนเวทีฟ จำกัด (SMI) เพื่อความยั่งยืน และการเติบโตของกิจการ

“โรงงานแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าโดยใช้นวัตกรรมใหม่ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เร่งผลักดันการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาคอาเซียน สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งจะสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้เป็นอย่างดี”

CEO นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการลงทุนในครั้งนี้ว่า “บริษัท เอสซีเอ็ม อินโนเวทีฟ จำกัด (SMI) ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ที่ตั้งบริเวณคลองห้า อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดย บริษัท เซ็น ไบโอเทค จำกัด (ZEN) โดยในวันที่ 10 มีนาคม 2563 ทาง SCM ได้ผ่านมติคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อเข้าซื้อกิจการในร้อยละ 55

SMI ประกอบธุรกิจเป็นโรงงานผลิต และศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้กับ ซัคเซสมอร์  โดยจัดตั้งโรงงานในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ พร้อมอาคารด้วยงบมูลค่า 30 ล้านบาทและลงทุนในเครื่องจักรและงานระบบติดตั้งเครื่องจักรด้วยงบลงทุน 40 ล้านบาท ดังนั้น SMI ลงทุนในสินทรัพย์ทั้งสิ้น 70 ล้านบาท และมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับกิจการ อีก 30 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดเกิดจากการระดมทุนจาก SCM และ ZEN ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จบางส่วน และมีการผลิตรอบแรกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสามารถดำเนินธุรกิจได้เต็มกำลังการผลิตในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้

โดยในช่วงแรกสามารถผลิตสินค้าที่โอนการผลิตจาก กลุ่มบริษัทเซ็น ไบโอเทค ทั้งหมดจำนวน 18 รายการ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตกว่า 3.6 ล้านซองต่อเดือนในอนาคต ในรูปแบบแคปซูล ตอกเม็ด และชนิดผง ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมด และประเมินอัตราการเติบโตต่อปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี จากแนวโน้มภาวะตลาดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบัน และปริมาณลูกค้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผนการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย CEO นพกฤษฏิ์ กล่าวว่า
บริษัทฯ ถือเป็นน้องใหม่ของวงการที่มาแรง สะท้อนถึงความเชื่อมั่น ได้รับการยอมรับจากสมาชิก และผู้บริโภค
โดยบริษัทฯ มีรายได้ติดอยู่ในอันดับ TOP 10 ระดับ 1,000 ล้านบาท จากกว่า 400 บริษัทขายตรงในประเทศไทย

 

“เรามีศักยภาพสูงทางด้านการทำธุรกิจในรูปแบบ Multi-level Marketing ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพ และไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังตลาดอาเซียน โดยบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อที่จะขยายธุรกิจออกไป และทำให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต”