“กิฟฟารีน” สินค้าต้อง Connect ชีวิตลูกค้าได้

ข่าวนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว 334 ครั้ง

“กิฟฟารีน” ธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ไทยชั้นนำระดับแนวหน้าของประเทศ ที่มีความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทำให้กิฟฟารีนเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา และเป็นแบรนด์ไทยหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ Top 100 ขายตรงโลกปี 2020 สิ่งที่ทำให้กิฟฟารีนก้าวเติบโตอย่างมั่นคงคืออะไร บทสัมภาษณ์นี้มีคำตอบ

🔵 ดันทุกแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพ

พงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า เมื่อประมาณ 3  ปีที่แล้ว กิฟฟารีน ได้พยายามเชื่อมช่องว่างระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ด้วยการพัฒนาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ในการให้บริการผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ให้กับนักธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรอบด้านให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน ร่วมด้วยการพัฒนาระบบสนับสนุนทางการตลาดในทุกแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้ปลูกฝังให้นักธุรกิจทำธุรกิจควบคู่กันไปทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทำให้ กิฟฟารีน ผ่านทุกช่วงวิกฤติมาได้

หลักผสมผสานพิชิตความสำเร็จ
การทำเครือข่ายในวันนี้ บริษัทจะต้องพัฒนาในเรื่องของกระบวนการ การจัดจำหน่ายสินค้าให้เหมาะกับยุคสมัยและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยออกแบบการให้บริการทางธุรกิจผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือระบบการสั่งซื้อออนไลน์ของทางบริษัทด้วย เพื่อให้นักธุรกิจรู้จักการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ระบบออนไลน์ โดยยังคงอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มของ MLM ขณะเดียวกัน การทำเทรนนิ่ง หรือการฝึกอบรม ก็ยังคงต้องมีความเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นการผสมผสานระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน

อย่างเช่น 1.ระบบการสั่งซื้อสินค้า วันนี้สามารถสั่งซื้อสินค้าได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ การสั่งซื้อสินค้าผ่านสาขา การสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์  ไลน์แอด ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ หรือโทรศัพท์สายด่วน โทร.1101 ซึ่งทุกช่องทางมีบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน 2.การเทรนนิ่งหรือการเรียนรู้ทางออนไลน์ ที่ผ่านมาบริษัทมีการทำไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊ก รวมทั้งมีการทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจเป็นวิดีโอคลิป ส่วนระบบการฝึกอบรม ณ ขณะนี้ใช้ไลฟ์สดในการสอน ภายใต้หัวข้อที่จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้ในยุคนี้ เช่น การเติมพลังใจ เทคนิคการดูแลลูกค้า การรักษาสายสัมพันธ์กับลูกค้า หรือแม้กระทั่งเทคนิคการนำเสนอสินค้าในช่วงสถานการณ์แบบนี้

🔵 ยอดขายเติบโตฝ่าวิกฤติ
สำหรับภาพรวมธุรกิจกิฟฟารีน ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2563 มีการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ จากปัจจัยสนับสนุน คือ การมีสินค้าที่หลากหลายและเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแส ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มยังเชื่อมต่อกับกลุ่มลูกค้าหรือผู้บริโภคได้ ทำให้เกิดการซื้อซ้ำสม่ำเสมอ ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์บริษัทมีการเปิดตัวสินค้าหลายรายการ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุงสายตา

นอกจากนี้ กิฟฟารีน ยังมีสินค้าที่อยู่ในกระแส คือ ผลิตภัณฑ์เจลและสเปรย์แอลกลออล์ 75% ที่เลือกใช้แอลกอฮอล์ Food grade เกรดที่ดีที่สุด พร้อมส่วนผสมช่วยถนอมมือ เป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่นักธุรกิจชื่นชอบมาก ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่าล้านหลอด ซึ่งสินค้าที่หลากหลายตอบโจทย์และอยู่ในกระแสถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

🔵 เชื่อมโยงทุกช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค
ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาดกิฟฟารีน กล่าวต่อไปว่า แก่นการทำธุรกิจของกิฟฟารีนยังคงคอนเซปต์ MLM เหมือนเดิม แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ โดยโจทย์ด้านมาร์เก็ตติ้งของกิฟฟารีนมีอยู่ข้อเดียว คือ “ทำอย่างไรให้สินค้า Connect หรือเชื่อมโยงกับชีวิตของลูกค้าได้”

“เรายังคงรักษาคอนเซ็ปต์ของเราคือ MLM เอาไว้ แต่การทำ MLM มีช่องทางในการที่จะเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เปลี่ยนตัวเองในเชิงของโมเดล แต่ได้เปลี่ยนตัวเองในเชิงของเซอร์วิสที่จะคอย Connect กับลูกค้าผู้บริโภค เป็นปัจจัยที่ทำให้เติบโตมากขึ้น และ ติดอันดับที่ 41 Top 100 ขายตรงโลก ประจำปี 2020”

ในขณะเดียวกัน วิธีการทำงานของนักธุรกิจเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน นักธุรกิจต้องเรียนรู้ว่าการขายในที่นี้ทำได้กี่รูปแบบ ขยายทีมงานในวันนี้ขยายได้กี่รูปแบบ การบริหารมีเครื่องมืออะไรมาช่วยบ้าง การปรับตัวสู่การทำงานวิถีใหม่ก็จะช่วยให้ผลงานของนักธุรกิจแต่ละท่านเติบโตมากขึ้นด้วย และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือสินค้า ถ้าสินค้าไม่เป็นไปตามเทรนด์ หรือสินค้าไม่โดน ทั้งใจของนักธุรกิจและใจของผู้บริโภคก็ไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นสินค้าจะเป็นตัวผลักดันให้ธุรกิจไปต่อข้างหน้าได้”

🔵 เรียนรู้ที่จะอยู่รอด
ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกคนทุกอาชีพต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอด ตระหนักแต่ไม่ตระหนก โดยเฉพาะหากอยู่ในอุตสาหกรรมขายตรงจริงๆ แล้ว มีโอกาสรอดเยอะมาก เพราะว่าไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีลูกค้าอยู่ในมือ การซื้อขายในวันนี้แม้ว่าจะออกจากบ้านไม่ได้ ไปเจอหน้าลูกค้าไม่ได้ แต่ยังมีระบบการขนส่งสินค้าที่รัฐบาลไม่ได้ปิด และการขนส่งสินค้าตรงนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้ นอกจากนี้กิฟฟารีนยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมสายสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกในการทำมาร์เก็ตติ้งเสมือนเป็นตัวยาที่เอาไว้เยียวยาคนที่ทำธุรกิจที่อาจนึกไม่ออกว่าจะเดินต่อไปยังไง เทคโนโลยีต่างๆ จะเป็นเหมือนยาคอยรักษาคนที่ประกอบอาชีพบางอาชีพได้

“ยุคนี้อาจจะต้องเหนื่อยกว่าก่อน ขอให้มีความขยันมากกว่าเดิม สองข้อนี้สำคัญ ถ้าเราอยากเหนื่อยเท่าเดิม ขยันเท่าเดิม ภายใต้สถานการณ์โควิด อาชีพไหนก็รอดยาก ดังนั้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เราก็ต้องทำตัวไม่ปกติ คือขยันมากกว่าเดิม แล้วพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม และท้ายที่สุดเลยคือ อย่ากลัว ผมเชื่อว่าโควิดมันมาเดี๋ยวมันก็ไป แต่เราอย่าไปก่อนมัน ต้องยืนหยัด ต้องมีทิศทาง มีวิธีการ อาจมีบาดแผลบ้าง เจ็บตัวบ้าง แต่จำเป็นที่เราต้องสู้ไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเราก็ยังคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอด”