เมืองไทยประกันภัย เผยผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2565 เบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น 14.4% กำไรพุ่ง 477.9 ล้านบาท

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการ 6 เดือนแรก ปี 2565 ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมที่สูงถึง 7,980.5 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 14.4 กำไรสุทธิ 477.9 ล้านบาท

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทฯ มีผลประกอบการโดยรวมเติบโตเป็นที่น่าพอใจเฉพาะไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 242.0 ล้านบาท มาจากการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี

ส่งผลให้ครึ่งปีแรกของปี 2565 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,980.5 ล้านบาท เติบโตจากปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 14.4 ในขณะที่อัตราส่วนสินไหมปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน จากการบริหารความเสี่ยงในการจัดทำประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม ทั้งประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและภาคบังคับ ทำให้เบี้ยประกันภัยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 28.5

บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย นอกเหนือจากประกันภัยรถยนต์, ประกันภัยขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Marine Carco), อัคคีภัย และ PA บริษัทได้เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ เพื่อรองรับความเสี่ยงในชีวิตของตนเองและครอบครัว จึงได้พัฒนาประกันสุขภาพ Health me+ (เฮลมีพลัส) เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประกันสุขภาพ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกด้าน

ภาพรวมของเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้สำหรับปี 2565 มีจำนวน 4,077.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 325.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.7 นอกจากนี้รายได้ค่าจ้างและบำเหน็จก็ยังเพิ่มขึ้น 47.8 ล้านบาท มาจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง กำไรจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานมีจำนวน 299.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 97.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48.4 ในส่วนกำไรและรายได้จากการลงทุน มีจำนวน 289.8 ล้านบาท กำไรสุทธิปีนี้ จำนวน 477.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จำนวน 25.7 ล้านบาท

นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในครึ่งปี ที่ผ่านมานั้น วงการประกันภัยเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องสำหรับเมืองไทยประกันภัย เราพร้อมเดินหน้าอย่งเต็มกำลัง บูรณาการการทำงานแบบ 360 องศา รวมทุกคนเป็น One Team ด้วยการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา อย่างไม่หยุดยั้ง พยายามมองหาและสร้างโอกาสภายใต้วิกฤตอยู่เสมอ โดยประสบการณ์ที่ผ่านมายังเป็นสิ่งย้ำเตือนผู้บริหารและพนักงานของเราทุกคนเสมอว่า ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน นั่นคือการมองทุกอย่างว่าอยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยง ที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ทุกมิติการทำงาน”

Loading